สมุนไพรสด

 

กระเจี๋ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

ชื่ออื่น ๆ : กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ภาคกลาง), ส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มปู(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ส้มตะเลงเครง(ตาก) , ผักเก็งเค็ง),ส้มพอเหมาะ

ชื่อสามัญ : Jamaican Sorrel, Rosella

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa Linn.

วงศ์ : Malvaceae

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง

ใบ : มีลักษณะอยู่หลายชนิด ขอบใบเว้าลึก 3 หยัก หรือเรียบตัวใบเป็นรูปเรียวแหลม สำหรับก้านของใบนั้นจะยาวประมาณ 5ซม.

ดอก : ดอกมีสีชมพูตรงหลางจะมีสีเข้มกว่าส่วนนอก ดอกจะออกบริเวณง่ามใบก้านดอกจะสั่น กลีบรองดอกจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมมีประมาณ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้มีสีแดงเข้มหักง่าย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.

ผล : เป็นรูปรีปลายแหลม ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง

เมล็ด : ส่วนในของเมล็ดรูปไต เป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก

การขยายพันธุ์ : ใช้เมล็ดในการขยายพันธุ์จะปลูกขึ้นได้ดีในดินที่ร่วนซุยและดินเหนียวที่อุ้มน้ำได้ดี

ส่วนที่ใช้ : ยอด ใบ กลีบเลี้ยง เมล็ด ยอดและใบ ใช้สด กลีบเลี้ยง ใช้ตากแห้งและใบสด เมล็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้ง

สรรพคุณ : ยอดและใบ ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาบำรุงธาตุและยาระบาย ใช้ภายนอกคือ ตำพอกฝี ต้มชะล้างแผล วิธีใช้โดยแกงหรือต้มกิน ใช้ภายนอก โดยเอาใบตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบฝีต้มเอาน้ำมาล้างแผล กลีบเลี้ยง ทำให้สดชื่น ขับปัสสาวะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ โดยใช้ชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม เมล็ด ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง

ถิ่นที่อยู่ : มีถิ่นกำเนิดในประเทศมาเลเซียและประเทศอินเดีย

ข้อมูลทางคลินิก

การรักษาคนไข้ที่เป็นโรคนิ่ว และโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบนั้น ใช้กลีบเลี้ยงที่แห้งประมาณ 100 กรัม ใช้น้ำประมาณ 5 ลิตร ใส่น้ำตาลและใส่เกลือเล็กน้อย และต้มให้เดือดใช้เวลานานประมาณ 15 นาที แบ่งกินวันละ 3 ครั้ง คนไข้ที่เป็นโรคนิ่วในไต หรือโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบเนื่องจากสาเหตุอื่น เช่น หลังจากผ่าตัดต่อมลูกหมากหรือท่อปัสสาวะตีบ ประมาณ 25 ราย มีผลคือ ปัสสาวะมีค่าเป็นกรดด่าง(ph) ลดลงกว่าเดิมมากถึง 1.52 มีค่าความเป็นกรดมากขึ้น การที่ปัสสาวะมีกรดมากนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ที่เป็นนิ่วประเภทแคลเซียมมาก เพราะช่วยลดอัตราการเป็นนิ่วซ้ำหลังจากการผ่าตัด หรือช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำอีกก็มีคนไข้บางคนที่กินน้ำกระเจี๊ยบแล้วเกิดอาการท้องเสียจึงเป็นยาช่วยระบายด้วย ในปัจจุบันนี้จะมีการใช้กระเจี๊ยบแดงได้อย่างสะดวกคือ มีลักษณะเป็นผง กินครั้งละ 1 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว กินหลังอาหารวันละ 3 ครั้ง ช่วยลดอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะด้วย

ข้อมูลทางเภสัชวิทยา

จาการทดสอบในบุคคลที่มีร่างกายปกติจำนวน 3 คน ให้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงแล้ว 1-4 ชั่วโมง มีสภาพเปลี่ยนเป็นกรดมากกว่าเดิม

สารสกัดจากพืชนี้ ได้มีการทดลองโดยกรอกเข้ากระเพาะไก่(New Hamshire chicken) มีผลคือลดอาการพิษและลดอัตราการดูดซึมของแอลกอฮอล์

หมายเหตุ : ยอดและใบอ่อน มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย สามารถปรุงเป็นอาหารได้ เช่น นำมาแกงส้มได้ ใช้กินเป็นผักสด กลีบเลี้ยง สามารถนำมาปรุงเครื่องดื่ม ทำเป็นผลไม้กวนเหล้าองุ่น เยลลี่ ผสมเป็นน้ำหวาน ชงน้ำกิน ทำให้สดชื่น แก้ไอ ลดไข้ ลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันในหลอดเลือด ขับน้ำดี เมล็ด เป็นยาระบาย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เป็นยาขับปัสสาวะ ผล เป็นยาฝาดสมาน ราก ยาถ่าย ยาบำรุง ยาเจริญอาหาร “กระเจี๊ยบ กะเจี๊ยบเปรี้ยว กระเจี๊ยบแดง (ไทย): ส้มเก็งเค็ง ผักเก็งเค็ง (พายัพ) แกงแคง (เชียงใหม่): ส้มตะเลงเคลง (ตาก).”

ดอกแค

ดอกแค
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesbania grandiflora Desv

ชื่อวงศ์ PaPilionaceae

ชื่อสามัญ Vegetable Humming Bird, Sesban, Agasta

ชื่อท้องถิ่น แคแกง, แคขาว

ลักษณะทั่วไป เป็นต้นไม้พื้นบ้าน เป็นต้นไม้เนื้ออ่อน ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งดินเหนียวและดินปนทราย นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา ริมถนน และในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้เพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เพราะใบแคที่ผุแล้ว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ส่วนที่นำมารับประทานได้ มียอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อน ออกในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกอ่อนจะออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี การรับประทานดอกแคจะทำให้ร่างกายได้เส้นใยอาหาร ดอกแค เมื่อแก่จนกลีบร่วง ก็จะมีฝักอ่อน นำมาทำอาหารได้ เมื่อแก่จะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตง่าย มีอายุไม่นาน ก็ยืนต้นตาย แพร่พันธุ์ด้วยฝักที่มีเมล็ดแก่จัด การนำดอกแคมาทำอาหารต้องเด็ดเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อน จะทำให้ไม่มีรสขม

สรรพคุณทางยา เปลือกนำมาต้ม คั้นน้ำแก้ท้องร่วง แก้บิด แก้มูกเลือด คุมธาตุ
การประกอบอาหาร แกงส้มดอกแค ดอกแคสอดไส้ แกงเหลือง ดอกแคชุบแป้งทอด

มะขาม

มะขาม

ชื่ออื่น ๆ : ส่ามอเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน), มะขาม, มะขามไทย (ภาคกลาง), ตะลูบ (นครศรีธรรมราช), อำเปียล (สุรินทร์), มะขามกะดาน, มะขามขี้แมว

ชื่อสามัญ : Tamarind

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica Linn.

วงศ์ : CAESALPINIACEAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น

และแข็งแรงมาก ลำต้นมีความสูงประมาณ 60 ฟุต เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อน และแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็ก ๆ

ใบ : เป็นไม้ใบรวม จะออกใบเป็นคู่ ๆ เรียงกันตามก้านใบ ก้านหนึ่งมีใบอยู่ประมาณ 10-18 คู่ ลักษณะของใบย่อย เป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน มีสีเขียวแก่

ดอก : ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ อยู่ตามบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งจะมีดอกประมาณ 10-15 ดอก ดอกจะเล็กมีกลีบเป็นสีเหลือง และมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลางดอก ดอกจะออกในช่วงฤดูฝน ดอกมีรสเปรี้ยว

ผล : เมื่อดอกร่วงแล้วก็จะติดผล ซึ่งผลนี้จะมีอยู่ 2 ชนิดคือชนิดฝักกลมเล็กยาว ซึ่งเรียกว่ามะขามขี้แมว และอีกชนิดหนึ่งฝักใหญ่แบน และโค้ง มีรสเปรี้ยว เรียกว่ามะขามกะดานเปลือกนอกเปราะเป็นสีเทาอมน้ำตาล ข้างในผลมีเนื้อเยื่อแรก ๆ เป็นสีเหลืองอ่อน และจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่จัด ซึ่งจะหุ้มเมล็ดอยู่ ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปค่อนข้างกลม ผิวเปลือกเกลี้ยง เป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดด เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกสภาพ มีการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการตอนกิ่ง

ส่วนที่ใช้ : เนื้อไม้ ใบแก่ ใบอ่อนและดอก เนื้อในผล เมล็ดแก่

สรรพคุณ : เนื้อไม้ ใช้ทำเป็นเขียง ที่มีคุณภาพดีมาก เพราะเป็นไม้ทีเหนียวทนใบแก่ มีรสเปรี้ยวฝาด ใช้นำมาปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิด ขับเสมหะในลำไส้ หรือนำมาต้มผสมกับหัวหอมโกรกศีรษะเด็กในเวลาเช้ามืด แก้หวัดจมูกได้ หรือใช้น้ำที่ต้มให้สตรีหลังคลอดอาบ และใช้อบไอน้ำได้เป็นต้น

ใบอ่อนและดอก ใช้รับประทานเป็นอาหารได้

เนื้อในผล (มะขามเปียก) ใช้ผลแก่ประมาณ 10-20 ฝัก นำมาจิ้มเกลือกิน แล้วดื่มน้ำตามลงไป หรืออาจใช้ทำเป็นน้ำมะขามคั้นเอาน้ำกิน เป็นยาแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย ลดการกระหายน้ำ หรือใช้เนื้อมะขามผสมกับข่า และเกลือพอประมาณ รับประทานเป็นยาขับเลือดขับลม แก้สันนิบาตหน้าเพลิง หรืออาจใช้ผสมกับปูนแดง แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน หรือฝี

เมล็ดแก่ นำมาคั่วให้เกรียมแล้วกระเทาะเปลือกออกใช้ประมาณ 20-30 เม็ด นำมาแช่น้ำเกลือจนอ่อนใช้กินเป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนในท้องเด็กได้ หรือใช้เปลือกนอกที่กระเทาะออก ซึ่งจะมีรสฝาดใช้กินเป็นยาแก้ท้องร่วง และแก้อาเจียนได้ดี

อื่น ๆ : เมล็ดมะขาม ใช้เพาะอย่างถั่วงอกใช้นำมาทำเป็นแกงส้มกิน เป็นอาหารได้ และในประเทศอินเดียนิยมใช้เมล็ดในนำมาป่นให้ละเอียดแล้วต้มกับผ้าเพื่อให้ผ้าแข็ง เหมือนกับลงแป้ง

ถิ่นที่อยู่ : มะขาม เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของทวีปแอฟริกา เขตร้อนแต่ปัจจุบันนิยมปลูกกันทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน

สาบเสือ

สาบเสือ

ชื่ออื่น ๆ : หญ้าเมืองวาย, หญ้าดอกขาว, หญ้าลืมเมือง, หญ้าเมืองฮ้าง, หญ้าเหม็น, หญ้าฝรั่งเศส,

หญ้าเครื่องบิน, ปวยกีเช่า, เฮียงเจกลั้ง

ชื่อสามัญ : -

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eupatorium odoratum Linn.

วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทั่วไป : ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขามากมาย จนดูเป็นทรงพุ่ม ตามลำต้นและกิ่งก้านจะมีขนนุ่มประปราย ลำต้นสูงประมาณ 3-5 ฟุต

ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย ตัวใบจะมีขนปกคลุมทั่วทั้งใบ มีสีเขียวขนาดของใบกว้างประมาณ 1-2.5 นิ้วยาว 2-4 นิ้ว ก้านใบยาว 1-2 นิ้วมีขนปกคลุมด้วย

ดอก : ออกเป็นช่อ อยู่ตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกที่โคนกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นหลอด และตรงปลายจะแยกออกเป็น 5 กลีบ สีน้ำเงินอมม่วงอ่อน หรือสีขาวม่วง

ผล : มีขนาดเล็ก แห้ง เรียวบาง มีสีดำ ซึ่งผลนี้จะเป็นสัน หรือเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ยาวประมาณ 4 มม.

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง ที่เจริญงอกงามได้รวดเร็วมาก ไม่ว่าที่ไหนหรือดินชนิดใดก็ขึ้นได้ ชอบความชื้นปานกลาง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด

ส่วนที่ใช้ : ทั้งต้น ใบ

สรรพคุณ : ทั้งต้น มีกลิ่นหอมแรง ใช้เป็นยาฆ่าแมลง แต่ถ้านำมาใช้แต่น้อยก็เป็นน้ำหอมได้ดีอีกด้วย

ใบ นำมาตำผสมกับปูนพอกห้ามเลือด และช่วยกระตุ้นการทำงานหรือควบคุมการหด ตัวของลำไส้สัตว์ และมีผลต่อมดลูกของสัตว์

สารเคมีที่พบ : ในใบจะมีสารฝาดสมานพวก tannin, กรดอะนิซิค (Anisic acid), น้ำตาล, ฟลาโวนอยด์ไกลคายด์ (Flavonoid glycosides) และแอลกอฮอล์ (Trihydric alcohol)

หญ้าหนวดแมว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้อง : O. grandiflorus Bold.

ชื่อสามัญ : Java tea, Kidney Tea Plant, Cat’s Whiskers

วงศ์ : Lamiaceae ( Labiatae)

ชื่ออื่น : บางรักป่า (ประจวบคีรีขันธ์) พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) อีตู่ดง (เพชรบูรณ์)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : พืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นกิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม สูง 0.3-0.8 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ขอบใบหยัก แผ่นใบสีเขียวเข้ม ดอกช่อ ออกตรงปลายยอด มี 2 พันธุ์ ชนิดดอกสีขาวอมม่วงอ่อน กับพันธุ์ดอกสีฟ้า บานจากล่างขึ้นข้างบน เกสรเพศผู้เป็นเส้นยาวยื่นออกมานอกกลีบดอก ผล เป็นผลแห้งไม่แตก
ส่วนที่ใช้ : ราก ทั้งต้น ใบและต้นขนาดกลางไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป

สรรพคุณ :

ราก – ขับปัสสาวะ

ทั้งต้น – แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ

ใบ – รักษาโรคไต รักษาโรคปวดข้อ ปวดหลัง ไขข้ออักเสบ ลดความดันโลหิต รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำขับกรดยูริคแอซิดจากไต

วิธีและปริมาณที่ใช้ :

ขับปัสสาวะ
1. ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำตลอดวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
2. ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำรับประทาน ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

ข้อควรระวัง – คนที่เป็นโรคหัวใจ ไต ห้ามรับประทาน เพราะมีสารโปตัสเซียมสูงมาก ถ้าไตไม่ปกติ จะไม่สามารถขับโปตัสเซียมออกมาได้ ซึ่งทำให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างร้ายแรง
การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
หญ้าหนวดแมวมีโปรแตสเซียมสูงประมาณร้อยละ 0.7-0.8 มี Glycoside ที่มีรสขม ชื่อ orthsiphonin นอกจากนี้ก็พบว่ามี essential (0.2-0.6%) saponin alkaloid, organic acid และ fatty oil อีกด้วย จากรายงานพบว่ามีสารขับปัสสาวะได้ ยาที่ชงจากใบใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับไตได้หลายชนิดด้วยกัน ใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ เช่น โรคไตอักเสบ

** โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นายแพทย์ วีรสิงห์ เมืองมั่น และคณะ พบว่าได้ใช้ยาชงจากหญ้าหนวดแมว 4 กรัม ชงกับน้ำเดือด 750 ซีซี. ดื่มต่างน้ำในคนไข้ 27 คน พบว่าทำให้ปัสสาวะคล่องและใส อาการปวดนิ่วลดลงได้และนิ่วขนาดเล็กลง และหลุดออกมาได้เอง มีผู้ป่วยร้อยละ 40 ผู้ป่วยหายจากปวดนิ่วร้อยละ 20 กองวิจัยทางการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายงานเรื่องพิษเฉียบพลันว่าไม่มีพิษ
สารเคมี :
ต้น มี Hederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid
ใบ มี Glycolic acid, Potassium Salt Orthosiphonoside, Tannin, Flavone Organic acid และน้ำมันหอมระเหย

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: