เมนูอาหารสมุนไพร

 

 

ข้าวยำ

เครื่องปรุง ปริมาตร / ขนาด น้ำหนัก (กรัม)
ข้าวสวย 6 1/2 ถ้วยตวง 780
ข้าวตากแห้งทอด 3 ถ้วยตวง 167
กุ้งแห้งป่น 1 1/2 ถ้วยตวง + 2 ช้อนโต๊ะ 73
มะพร้าวขูดคั่ว 1 1/0 ถ้วยตวง + 1 ช้อนโต๊ะ 96
น้ำมะนาว 5/6 ถ้วยตวง 96
พริกป่น 5/6 ช้อนโต๊ะ 8.3
น้ำบูดูปรุงรส 3/4 ถ้วยตวง + ช้อนโต๊ะ 250
ผักสด / ผลไม้    
ถั่วฝักยาวซอยบาง
3 1/2 ถ้วยตวง 249
ถั่วงอกเด็ดหาง
5 1/4 ถ้วยตวง 395
แตงกวาผ่าสี่
1 5/6 ถ้วยตวง 181
ใบมะกรูดหั่นฝอย
1/2 ถ้วยตวง 11
ตะไคร้หั่นฝอย
2 ถ้วยตวง + 3 ช้อนโต๊ะ 120
ใบชะพลูหั่นฝอย
2 ถ้วยตวง 27
ส้มโอแกะเป็นกลีบเล็กๆ
3 3/4 ถ้วยตวง 454
ส่วนผสมน้ำบูดูปรุงรส    
น้ำบูดูเค็ม
1/2 ถ้วยตวง 125
น้ำตาลปี๊ป
1 ถ้วยตวง + 1 ช้อนชา 190
ตะไคร้ทุบ (หั่นเป็นท่อน)
14 ท่อน (ขนาดยาว 3 เซนติเมตร) 30
ข่าทุบ (หั่นเป็นท่อน)
11 ท่อน 18
  (ขนาดหนา 0.5 – ยาว 2.5 เซนติเมตร)  
ใบมะกรูด
10 ใบ (ขนาดกว้าง 2.5 ยาว 3 เซนติเมตร) 3.7
หัวหอมแดงทุบ
1/3 ถ้วยตวง 57.7
น้ำ
2 ถ้วยตวง + 2 ช้อนโต๊ะ 505
   ตำรับนี้รับประทานได้ ประมาณ 13 คน

ข้าวยำปักษ์ใต้ ประมาณ 2660 กรัม น้ำบูดูปรุงรส ประมาณ 260 กรัม

1 หน่วยบริโภค = ประกอบด้วย ข้าวสาร 60 กรัม ผัก / ผลไม้สด = 110 กรัม

น้ำบูดูปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ (~20 กรัม) เครื่องเคียงอื่นๆ = 30 กรัม

 วิธีทำน้ำบูดู
 ตวงน้ำบูดูเค็มกับน้ำเปล่าใส่ภาชนะ ใส่ตะไคร้ทุบ (หั่นเป็นท่อน) ข่าทุบ หัวหอมแดงทุบ ใบมะกรูด น้ำตาลปี๊ป ต้มจนเดือดประมาณ 30 นาที ยกลงกรองเอากากทิ้ง
 นำไปเคี่ยวต่ออีก 45 นาที ใช้ไฟอ่อน แล้วตั้งทิ้งให้เย็น กรอกใส่ขวดเก็บไว้รับประทาน
 วิธีเตรียมเครื่องข้าวยำ
 หุงข้าวให้สวย
 มะพร้าวขูดคั่วให้เหลือง ทิ้งให้เย็นเก็บในภาชนะมีฝาปิดจะได้กรอบ
 กุ้งแห้ง พริกขี้หนูแห้งป่นละเอียด
 นำข้าวตากแห้งมาทอดพอเหลือง ผึ่งให้เย็น และสะเด็ดน้ำมันเก็บในภาชนะมีฝาปิดจะได้กรอบ
 ผักสด / ผลไม้ นำมาหั่นซอย หรือหั่นบางๆ ตามชนิดของผัก ถ้าเป็นส้มโอ แกะเป็นกลีบเล็กๆ
 ตักข้าวใส่จานใส่ข้าวทอด มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง ผักต่างๆ และส้มโอไว้รอบๆข้าวสวย ใส่พริกป่นคลุกให้เข้ากัน เมื่อพร้อมรับประทานจึงราดด้วยน้ำบูดู (ปริมาณของเครื่องปรุงข้าวยำมีหลายอย่างต้องจัดให้ได้สัดส่วนพอเหมาะ เมื่อคลุกแล้วจะรับประทานได้รสกลมกล่อมพอดี)
 ประโยชน์ทางอาหาร
 ข้าวยำปักษ์ใต้ที่ปรุงสำเร็จแล้วจะออกรสหลายรสด้วยกัน ได้แก่ รสมันของมะพร้าว รสเปรี้ยวจากมะม่วงดิบและน้ำมะนาว รสเค็มหวานจากน้ำบูดู รสเผ็ดของพริกป่น เรียกว่าเป็นอาหารที่บำรุงธาตุก็ไม่ผิดนัก
 สรรพคุณทางยา
     1. มะพร้าว รสมันหวาน บำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูก
     2. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหาร
     3. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคทางผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรียไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
     4. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไอเพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     5. มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำมะนาวรสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
     6. ตะไคร้ รสปร่ากลิ่นหอม แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร
     7. ใบมะกรูด รสปร่ากลิ่นหอมติดร้อน ใช้ปรุงอาหารช่วยดับกลิ่นคาว แก้โรคลักปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด
     8. มะม่วง รสเปรี้ยว ขับเสมหะ
     9. ถั่วฝักยาว รสมันหวาน มีคุณค่าทางอาหารสูง กระตุ้นการทำงานของกระเพาะ ลำไส้ บำรุงธาตุ
     10. ข่า รสเผ็ดปร่าและร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
 หมายเหตุ
 ส่วนผสมของน้ำบูดูปรุงรส เช่น ตะไคร้ ข่า หอมแดง ใบมะกรูด น้ำตาลปี๊ป จะช่วยให้น้ำบูดูมีกลิ่นหอม ไม่เหม็นคาวช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้
 ลักษณะของน้ำบูดูปรุงรสจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม มีรสเค็มและหวานมีความเหนียวคล้ายน้ำตาลไหม้
 น้ำบูดูเค็มบรรจุขวดมีขายตามร้านอาหารชาวใต้ทั่วไปสามารถซื้อนำมาปรุงรสเองได้หรือต้องการชนิดปรุงสำเร็จก็มีบรรจุขวดขาย
 ผักที่ใช้รับประทาน ควรเป็นผักสดจะได้รสหวานของผักและความกรอบ
 ส้มโอควรเป็นส้มโอที่มีรสเปรี้ยว

 

 

แกงเลียง

เครื่องปรุง ปริมาตร / ขนาด น้ำหนัก (กรัม)
ผัก    
ฟักทอง (ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้น)
1 ถ้วยตวง (17 ชิ้น) 129
  (ขนาดกว้าง 1.5 ยาว 2.5 หนา 1.5 เซนติเมตร)  
ใบแมงลัก
5 ถ้วยตวง 73
ใบตำลึง
3 ถ้วยตวง 81
บวบ (หั่นเฉียง)
1 1/2 ถ้วยตวง (20 ชิ้น) 109
 
(ขนาด  3.5 กว้าง 2.5 หนา 2.5 เซนติเมตร)  
เห็ดฟางตูม
24 ชิ้น (12 ดอก) 150
 
(ขนาด  2.5 ยาว 3.5 เซนติเมตร)  
น้ำเต้า (หั่นเป็นชิ้น)
1 ถ้วยตวง (10 ชิ้น) 100
  (ขนาดกว้าง 2.3 ยาว 2.5 หนา 1.5 เซนติเมตร)  
ส่วนผสมพริกแกง    
พริกไทยเม็ด
ประมาณ 3/4 ช้อนชา (90 เม็ด) 3.5
หัวหอมแดงซอยหยาบ
1/2 ถ้วยตวง 89
กะปิ
1 1/2 ช้อนโต๊ะ 20
กุ้งแห้งป่นอย่างดี
1 ถ้วยตวง 44
น้ำต้มผัก (น้ำซุป) 3 1/4 ถ้วยตวง 774
น้ำ
5 ถ้วยตวง 1188
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ + 1/4 ช้อนชา 17

 

ตำรับนี้รับประทานได้ประมาณ 6 คน

แกงเลียง ประมาณ 400 กรัม

1 หน่วยบริโภค = 230 กรัม

วิธีทำแกงเลียง
 โขลกพริกไทย กะปิ หัวหอม ให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งป่นอย่างดี โขลกรวมกัน
 บวบเหลี่ยมล้างสะอาด ปอกเปลือกหั่นแฉลบ
 ฟักทองปอกเปลือก ฝานไส้ออก ล้างน้ำให้สะอาดหั่นขนาดพอคำ (กว้าง 1.5 หนา 1.5 ยาว 2.5 เซนติเมตร)
 น้ำเต้าปอกเปลือกถ้าเป็นไส้อ่อนไม่ต้องควักไส้ หั่นชิ้นขนาดพอคำ (กว้าง 2.3 ยาว 2.5 หนา 1.5 เซนติเมตร)
  ใบแมงลัก ใบตำลึง ล้างให้สะอาด เด็ดใบแยกไว้
  เห็ดฟางเกลาดินออกให้หมดล้างน้ำหั่นกลางผ่า 2 ซีก
  นำน้ำเปล่า 5 ถ้วยตวง (1188 กรัม) ใส่ภาชนะตั้งไฟให้เดือด นำบวบเหลี่ยม ฟักทอง น้ำเต้า เห้ดฟาง ลวกพอสุกตักขึ้นพักไว้ เวลาที่ใช้ในการลวกผักประมาณ 4, 3, 6, 2 นาทีตามลำดับ (ลวกผักเพื่อให้สีผักยังคงสดสีสวยไม่เป็นสีตายนึ่ง)
  ละลายส่วนผสมพริกแกงกับน้ำลวกผักที่เหลือประมาณ 3 1/2 ถ้วยตวง พอเดือดปรุงรสด้วยน้ำปลา ใส่ใบตำลึง ใบแมงลัก พร้อมทั้งผักที่ลวกไว้ทั้งหมด คนให้ทั่วปิดไฟ ยกลงเสิร์ฟขณะร้อนๆ
 รสชาติ
 เค็ม หวานผัก
 สรรพคุณทางยา
     1. พริกไทย รสเผ็ดร้อน ขับลม ขับเหงื่อ ช่วยเจริญอาหาร
     2. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     3. ผักต่าง ๆ เช่น ฟักทอง รสมันหวาน บำรุงร่างกาย บำรุงสายตา
     4. บวบ รสเย็นจืดออกหวาน มีแคลเซียม เหล็กและฟอสฟอรัสมาก
     5. น้ำเต้า
          – ผลอ่อน ใช้ปรุงอาหาร
          – เมล็ด ประเทศจีนนำมาต้มกับเกลือกินเพื่อเจริญอาหาร เถา, ใบอ่อน, เนื้อหุ้มรอบ ๆ เมล็ด ประเทศอินเดียใช้เป็นยาทำให้อาเจียนและยาระบาย เป็นยาถ่ายพยาธิและแก้อาการบวมน้ำ
     6. ตำลึง รสเย็น ใบสดตำคั้นน้ำแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดแสบปวดร้อน และคั้นรับประทานเป็นยาดับพิษร้อน แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ
     7. ข้าวโพด รสมันหวาน
          – เมล็ด เป็นยาบำรุงกระเพาะอาหาร ฝาด สมานบำรุงหัวใจ ปอด เจริญอาหาร ขับปัสสาวะ
     8. ใบแมงลัก ใบสด รสหอมร้อน เป็นยาแก้หวัด แก้หลอดลมอักเสบ แก้โรคท้องร่วง ขับลม
 
 หมายเหตุ
 แกงเลียงที่อร่อยมักจะต้องสด ใหม่ จึงจะทำให้น้ำแกงหวานโดยธรรมชาติ และหอมน้ำพริกแกง
  ควรรับประทานขณะร้อนๆ
  แกงเลียงมักจะรับประทานกับน้ำพริกกะปิ
 ประโยชน์ทางอาหาร
  แกงเลียงมีส่วนประกอบพริกขี้หนู หอม พริกไทย กะปิ เกลือ กุ้งแห้ง ผักต่าง ๆ เช่น บวบ ฟักทอง น้ำเต้า ตำลึง ข้าวโพด ใบแมงลัก โบราณเชื่อว่าเป็นอาหารที่ช่วยประสะน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอด ทำให้นมบริบูรณ์ และแก้ไข้หวัดได้เป็นอย่างดี

 

     

เมี่ยงคำ

เครื่องปรุง ปริมาตร / ขนาด น้ำหนัก (กรัม)
มะพร้าวหั่นซอยคั่ว 10 ถ้วยตวง 490
ขิงอ่อน หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 1/3 ถ้วยตวง 139
  (ขนาด 0.5 เซนติเมตร)  
หอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 1/2 ถ้วยตวง 166
 
(ขนาด 1 เซนติเมตร)  
มะนาวหั่นสี่เหลี่ยมเท่ากันทั้งเนื้อและผิว 1 1/2 ถ้วยตวง 223
 
(ขนาด 0.5 x 1 เซนติเมตร)  
กุ้งแห้งอย่างดี (เป็นตัว) 1 ถ้วยตวง 87
ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ เอาเปลือกออก 1 1/3 ถ้วยตวง 201
ผัก / เครื่องเคียง    
ใบทองหลาง
136 ใบ 185
ใบชะพลู
136 ใบ 136
พริกขี้หนู
1/4 ถ้วยตวง (105 เม็ด) 27
ส่วนผสมน้ำปรุงเมี่ยง    
มะพร้าวคั่ว
1 1/2 ถ้วยตวง 117
กุ้งแห้งโขลกละเอียด
1 1/2 ถ้วยตวง 63
ขิงแก่หั่นละเอียด
9 ช้อนโต๊ะ 91
หัวหอมแดงซอย
9 ช้อนโต๊ะ 72
กะปิ
3 ช้อนโต๊ะ 41
น้ำตาลปี๊ป
5 1/4 ถ้วยตวง 946
น้ำปลา
5 1/4 ถ้วยตวง 83
น้ำ
2 1/2 ถ้วยตวง 593
ถั่วลิสงคั่วป่นละเอียด
3/4 ถ้วยตวง 94

 

 ตำรับนี้รับประทานได้ประมาณ 34 คน (8 คำต่อคน)

หรือสำหรับ 45 คน (6 คำต่อคน)

น้ำเมี่ยงคำปรุงสำเร็จ ประมาณ 1790 กรัม

ผัก / เครื่องเคียงประมาณ 350 กรัม

1 หน่วยบริโภค = 100 กรัม (8 คำ) ประกอบด้วย ผักและเครื่องเคียง 50 กรัม น้ำปรุง 50 กรัม

หรือ 1 หน่วยบริโภค = 75 กรัม (6 คำ) ประกอบด้วย ผักและเครื่องเคียง 37.5 กรัม น้ำปรุง 37.5 กรัม

วิธีทำเตรียมเครื่องปรุง
 มะพร้าวแก่กะเทาะเปลือกแข็งออกฝานบางๆ แล้วซอยฝอย นำไปผึ่งแดดพอหมาด
 นำมะพร้าวมาคั่วโดยใช้ไฟอ่อนคั่วจนเหลืองออกสีน้ำตาล ตักออกผึ่งไว้พอเย็นมะพร้าวจะกรอบเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดเพื่อจะให้กรอบอยู่นาน
 หอมแดงปอกเปลือกล้างน้ำหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาด 1 เซนติเมตร
 ขิงอ่อนปอกเปลือกล้างน้ำหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาด 0.5 เซนติเมตร
 มะนาวล้างน้ำหั่นสี่เหลี่ยม ขนาด 0.5 x 1 เซนติเมตร
 พริกขี้หนูสดล้างน้ำเด็ดก้านหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
 กุ้งแห้งอย่างดีสีธรรมชาติ
 ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ กะเทาะเปลือกออก
 วิธีทำน้ำปรุงเมี่ยง
 โขลกมะพร้าวคั่วให้ละเอียดตักใส่หม้อพักไว้
 โขลกขิงแก่ หอมแดง กะทิ รวมกันใส่ลงในหม้อเดียวกับมะพร้าวคั่ว ใส่กุ้งแห้งที่โขลกละเอียดแล้ว จึงใส่น้ำตาลปี๊ป น้ำเปล่า
  นำขึ้นตั้งไฟปานกลางคนไม่ให้ติดก้นหม้อพอเดือดโดยถั่วลิสงคั่วป่นละเอียดทีละน้อย คนไปพร้อมๆ กัน (อย่าใส่ทีเดียวหมดเพราะอาจจะจับเป็นก้อน) ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ตั้งแต่เริ่มเคี่ยวน้ำเมี่ยง หลังจากนั้นใส่น้ำปลาคนต่อไปอีกประมาณ 5 นาที ปิดไฟตั้งทิ้งให้เย็น ลักษณะของน้ำเมี่ยงจะต้องข้น หนืด เวลาที่ใช้ในการเคี่ยวน้ำเมี่ยงทั้งหมดประมาณ 20 นาที
 วิธีรับประทาน
 ใบทองหลาง ใบชะพูล ล้างน้ำให้สะอาดตัดส่วนโคนใบที่แข็งออก จัดวางในถาดนำเครื่องเมี่ยงจัดใส่วางบนใบผักแล้วจึงโรยตัวด้วยมะพร้าวคั่ว
 จับใบผักที่มีเครื่องเมี่ยงมาจีบหรือห่อเป็นกระทงแล้วจึงตักน้ำเมี่ยงใส่เมื่อพร้อมจะรับประทาน
 รสชาติ
 เค็ม หวาน มัน
 การจัดเสิร์ฟ
 จัดใส่ถาดวางเป็นคำๆ
 ประโยชน์ทางอาหาร
 เมี่ยงคำเป็นอาหาร ช่วยบำรุงธาตุ ปรับธาตุชั้นหนึ่งในเครื่องเมียงคำที่ประกอบด้วยใบชะพลู มะนาว บำรุงธาตุน้ำ พริก หอม บำรุงธาตุลม ขิงและเปลือกมะนาว บำรุงธาตุไฟ มะพร้าว ถั่วลิสง น้ำตาล กุ้งแห้ง บำรุงธาตุดิน เมื่อทำเมี่ยงคำเป็นอาหารว่าง ผู้รับประทานสามารถปรุงตามสัดส่วนที่สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนของตนได้ หรือปรุงสัดส่วนตามอาการที่ไม่สบายได้อย่างเหมาะสม
 หมายเหตุ
 อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับเป็นอาหารว่างหรือกับแกล้ม
 ผักที่ใช้รับประทานควรเป็นใบขนาดห่อพอคำไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป ลักษณะใบที่ใช้ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป
 มะพร้าวซอยคั่วในปัจจุบันมีการขายสำเร็จรูปไม่ต้องมาซอยคั่วเอง แหล่งที่ขายคือ บางลำพู ซอยตรงข้ามวัดมหาธาตุ

 

สะเดา-น้ำปลาหวาน-ปลาดุกย่าง

 

            สะเดาเป็นผักพื้นบ้านที่มีรสขม ซึ่งคนไทยนิยมรับประทานเป็นผักตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น คนไทยชอบรับประทานดอกสะเดาในช่วงต้นของฤดูหนาว เนื่องจากเชื่อว่า การกินสะเดาก่อนที่จะเป็นไข้ป้องกันได้ แต่ถ้ากินเมื่อเป็นแล้ว สามารถรักษาให้หายได้ (แต่ต้องเป็นไข้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ อุตุสมุฎฐานที่ร่างกายปรับไม่ทัน) จะทำให้มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว น้ำมูกใส คนโบราณเรียกว่า “ไข้หัวลม” การรับประทานสะเดานั้นคนภาคกลางนิยมรับประทานกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง เนื่องจากรสหวานของน้ำปลาหวานจะช่วยกลบรสขมของสะเดาได้ จึงทำให้รู้สึกรสชาติกลมกล่อม(อร่อย) เจริญอาหารยิ่งขึ้น
เครื่องปรุง
น้ำตาลปีบ 2 ถ้วย (200 กรัม)
น้ำมะขามเปียกข้น ½ ถ้วย (80 กรัม)
น้ำปลา ½ ถ้วย (80 กรัม)
หอมแดงเจียว ½ ถ้วย (50 กรัม)
กระเทียมเจียว ½ ถ้วย (50 กรัม)
พริกขี้หนูแห้งหั่นบางๆทอดกรอบ ½ ถ้วย (50 กรัม)
ดอกสะเดาอ่อน 5-10 กำ (500 กรัม)
ปลาดุกอุย ½ ตัว (400 กรัม)
น้ำมันพืชสำหรับทา 1-2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
วิธีทำ
น้ำเครื่องปรุงน้ำปลาหวาน
    
1. ล้างสะเดาให้สะอาด อย่าให้ช้ำ ต้มน้ำให้เดือดเทใส่ภาชนะที่ใส่สะเดาไว้ให้ท่วม ปิดฝา

     2. ผสมน้ำตาล น้ำมะขาม น้ำปลา เข้าด้วยกัน ตั้งไฟกลางค่อนข้างเคี่ยวจนเหนียวพอเคลือบพายติด ยกลง
     3. ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยหอมแดง กระเทียม พริกเสิร์ฟพร้อมสะเดา และปลาดุกย่าง เครื่องปรุงปลาดุกย่าง
    
1. ล้างปลาให้สะอาด ผ่าท้อง ควักไส้ออก ล้างให้สะอาด บั้งปลาเฉียงๆ ทั้งสองด้าน

     2. นำปลาขึ้นย่างบนตะแกรงที่ทาน้ำมันไว้แล้ว หรือจะทาที่ตัวปลาก็ได้ ย่างไฟกลาง จนสุกเหลืองทั้งสองด้านวิธีการลวกสะเดา
    
ให้นำดอกสะเดาลวกในน้ำเดือด หรืออาจใช้วิธีต้มลงในน้ำเดือดหรือน้ำข้าวร้อนๆ เพื่อลดความขมลงก็ได้ มรกรณีที่ดอกสะเดาออกมาก รับประทานไม่ทัน ชาวบ้านจะมีวิธีเก็บสะเดาไว้รับประทานนานๆ (การถนอมอาหาร) โดยการเก็บดอกสะเดามาลวก 1 ครั้ง แล้วนำไปตากแดดจนแห้งสนิท เก็บไว้ในที่สะอาดและโปร่ง เมื่อต้องการจะรับประทานก็นำดอกสะเดาแห้งมาลวกน้ำร้อนอีกครั้งหนึ่งก็จะได้สะเดาที่มีรสจืด (ไม่ขมหรือขมน้อย) ลักษณะเช่นเดียวกับสะเดาสดทุกประการ
 สรรพคุณทางยา
     1. ดอกสะเดา รสขมจัด ช่วยเจริญอาหาร บำรุงธาตุ แก้ไข้หัวลม
     2. น้ำมะขามเปียก รสเปรี้ยว แก้ไอ ขับเสมหะ เป็นยาระบายแก้ท้องผูก
     3. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     4. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคทางผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
     5. พริกขี้หนูแห้ง รสเผ็ด ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
 ประโยชน์ทางอาหาร
     สะเดา-น้ำปลาหวาน-ปลาดุกย่าง นิยมใช้เป็นผักในช่วยฤดูหนาว โดยการนำมาลวกกับน้ำร้อน รับประทานกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง เพื่อช่วยบรรเทาความร้อนและเจริญอาหาร พร้อมๆ กับการป้องกันการเกิดไข้หัวลมในช่วงที่ธาตุน้ำกระทบธาตุไฟในต้นฤดูร้อน สะเดารสขมจึงบำรุงธาตุไฟและธาตุน้ำเป็นอย่างดี ปรับธาตุทั้งสองเป็นลำดับใครรู้สึกว่าธาตุใดแปรปวนก็แต่งรสให้สอดคล้องตามธาตุของตัวเอง บางครั้งมีปลาเผา ปลาดุดย่าง รับประทานร่วมด้วยก็ยิ่งเสริมธาตุดินมากยิ่งขึ้น
 คุณค่าทางโภชนา
     สะเดา-น้ำปลาหวาน-ปลาดุกย่าง 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 1938 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
          - น้ำ 96 กรัม 
          - โปรตีน 27.8 กรัม 
          - ไขมัน 16.1 กรัม 
          - คาร์โบไฮเดรต 331.3 กรัม 
          - กาก 24.6 กรัม 
          - ใยอาหาร 8 กรัม 
          - เถ้า 2.5 กรัม 
          - แคลเซียม 2038.2 มิลลิกรัม 
          - ฟอสฟอรัส 751.7 มิลลิกรัม 
          - เหล็ก 72.5 กรัม 
          - เรตินอล 2.2 ไมโครกรัม 
          - เบต้า-แคโรทีน 18055 ไมโครกรัม 
          - วิตามินเอ 25388 IU 
          - วิตามินบีหนึ่ง 139.34 มิลลิกรัม 
          - วิตามินบีสอง 1.2 มิลลิกรัม 
          - ไนอาซิน 24.85 มิลลิกรัม 
          - วิตามินซี 984.40 มิลลิกรัม
 

แกงขนุนอ่อน

 
 เครื่องปรุง
ขนุนอ่อน 1 ลูก (500 กรัม)
มะเขือเทศลูกเล็ก (มะเขือส้ม) 1 ถ้วย (100 กรัม)
ชะอมเด็ดสั้น 1 ถ้วย (100 กรัม)
ใบชะพลู 9 ใบ (8 กรัม)
ซี่โครงหมูสับ 200 กรัม
เนื้อหมูหั่นบาง 100 กรัม
น้ำ 4 ถ้วย (400 กรัม)
 เครื่องแกง
พริกแห้งแช่น้ำ 5 เม็ด (10 กรัม)
ปลาร้าส้ม 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ข่า 4 แว่น (10 กรัม)
หอมแดง 5 หัว (25 กรัม)
กระเทียม 3 หัว (30 กรัม)
เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

* โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด

วิธีทำ
     1. ทุบขนุนให้นุ่ม ปอกเปลือกผ่าเอาไส้ออก หั่นเป็นชิ้นขนาดพอคำ แช่น้ำผสมน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามเปียก เพื่อไม่ให้ขนุนดำ
     2. ล้างใบชะพลู หั่นหลาบใบละ 3 ชิ้น
     3. เอาน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟพอเดือดใส่ซี่โครงหมูเนื้อหมู
     4. ละลายเครื่องแกงลงในหม้อ พอเดือดอีกครั้งใส่ขนุนตั้งเคี่ยวให้ขนุนสุก
     5. ใส่มะเขือส้มขิมรสถ้าอ่อนเค็มเติมเกลือ ใบชะพลู ชะอม คนให้ทั่ว
 สรรพคุณทางยา
     1. ขนุนอ่อน รสฝาด มีฤทธิ์ฝาดสมาน แก้อาการท้องเสีย
     2. มะเขือเทศ รสเปรี้ยว เป็นผักที่ใช้ แต่งสีและกลิ่นอาหารช่วยระบาย บำรุงผิว
     3. ชะอม รากชะอมมีสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดี ยอดชะอมใบอ่อนมีรสจืด กลิ่นฉัน(กลิ่นหมอสุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
     4. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
     5. พริกแห้ง รสเผ็ด ขับลม ช่วยย่อย ช่วยเจริญอาหาร
     6. ข่า รสเผ็ดปร่า และร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิต ร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
     7. กระเทียม รสเผ็ดร้อน ขับลมในลำไส้ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้โรคผิวหนัง น้ำมันกระเทียมมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส ลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือด
     8. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
 ประโยชน์ทางอาหาร
     แกงขนุนอ่อน ขนุนมีรสฝาดจะช่วยในการสมานลำไส้รักษาอาหารท้องเสียได้ โดยปกติอาหารที่มีรสเผ็ดจะช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานเผ็ดมากจนเกินไป
 คุณค่าทางโภชนา
     แกงขนุนอ่อน 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 1,053.01 กิโลแคลอรี และประกอบด้วย
          – น้ำ 1,322.42 กรัม 
          – ไขมัน 48.54 กรัม 
          – คาร์โบไฮเดรต 54.69 กรัม 
          – โปรตีน 96.16 กรัม
          – กาก 21.60 กรัม 
          – ใยอาหาร 34.6 กรัม 
          – แคลเซียม 205.83 มิลลิกรัม 
          – ฟอสฟอรัส 399.6 มิลลิกรัม 
          – เหล็ก 48.68 มิลลิกรัม 
          – เรตินอล 65.5 ไมโครกรัม 
          – เบต้า-แคโรทีน 393 ไมโครกรัม 
          – วิตามินเอ 13,225.65 IU 
          – วิตามินบีหนึ่ง 3.46 มิลลิกรัม 
          – วิตามินบีสอง 0.90 มิลลิกรัม 
          – ไนอาซิน 13.31 มิลลิกรัม 
          – วิตามินซี 185.35 มิลลิกรัม
  

แกงแคไก่

     ตำรับอาหารพื้นบ้านเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ระหว่างชดของอาหาร ปริมาณ ชนิดของผักพื้นบ้าน เนื้อสัตว์ เครื่องปรุง ถึงแม้การปรุงแต่งจะเรียบง่าย แต่รสชาติน่าลิ้มลอง มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ตำรับอาหารของภาคเหนือ นอกจากการบริโภคผักต่างๆ กับน้ำพริกแล้ว ยังมีตำรับแกงที่ใช้ผักพื้นบ้านหลายๆ อย่างเป็นส่วนประกอบสำคัญปรุงรวมกัน ตำรับที่ว่านี้คือแกงแค สมัยก่อนคนโบราณมักปรุงแกงแคด้วยผักและเนื้อหลายชนิด รวมกันทั้งหมดประมาณ 108 ชนิด แต่สมัยนี้พืชผักหายากขึ้นและเสียเวลาจึงปรุงตำรับอย่างย่อ ใช้เนื้อสัตว์อย่างใดอย่าหนึ่ง ผักพื้นบ้านที่ชาวเหนือเหลือกนำมาใช้ในแกงแคมักเป็นผักไม่มีรสขม ผักที่ใช้มักเป็นชะอม ใบชะพลู หน่อไม้ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับผักที่หาได้ในท้องถิ่น
เครื่องปรุง
ไก่หั่นเป็นชิ้นขนาด 2 นิ้ว 2 ถ้วย (500 กรัม)
ผักเผ็ดเด็ดสั้นๆ 2 ½ ถ้วย (200 กรัม)
ชะอมเด็ดสั้นๆ 1 ถ้วย (100 กรัม)
ใบชะพลู (ผักแค) หั่นหยาบ 1 ถ้วย (100 กรัม)
ตำลึงเด็ดเป็นใบ 1 ถ้วย (100กรัม)
กระเพราขาวเด็ดเป็นใบ ½ ถ้วย (50 กรัม)
ผักชีฝรั่งหั่นหยาบ ¼ ถ้วย (30 กรัม)
ผักขี้หูด ½ ถ้วย (50 กรัม)
มะเขือเปราะ 6 ลูก (100 กรัม)
มะเขือพวง ½ ถ้วย (100 กรัม)
บวบ 2 ลูก (100 กรัม)
ถั่วฝักยาว 5 ฝัก (100 กรัม)
หน่อไม้หั่นพอคำ ½ ถ้วย (100 กรัม)
น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ(45 กรัม)
น้ำ 3 ถ้วย (300 กรัม)
เครื่องแกง
พริกแห้ง 7 เม็ด (100 กรัม)
กระเทียม 1 หัว (10 กรัม)
ปลาร้า ½ ช้อนโต๊ะ (10 กรัม)
เกลือป่น 1 ช้อนชา (8 กรัม)
ตะไคร้ 1 ต้น (40 กรัม)
หอมแดง 3 หัว (30 กรัม)
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
วิธีทำ
     1. โขลกเครื่องแกงทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
     2. ปอกเปลือกบวบ หั่นชิ้นพอคำ ล้างมะเขือเปราะ ผ่าสี่ ล้างถั่วฝักยาวหั่นท่อนสั้น
     3. ตั้งกะทะให้ร้อน ใส่ไก่ รวนให้สุกหอม ตักขึ้น พักไว้
     4. ใส่น้ำมันลงในกะทะ ตั้งไฟให้ร้อน ใส่เครื่องแกงลดผัดให้หอม ใส่ไก่ หน่อไม้ ผัดให้เข้ากัน
     5. ใส่น้ำลงในหม้อ ตักไก่และหน่อไม้ที่ผัดไว้ใส่ตั้งไฟให้เดือด ใส่ผักเผ็ด ถั่วฝักยาว มะเขือพวง
     6. ใส่มะเขือเปราะ ตำลึง ผักขี้หูด ใบชะพลู คนให้ทั่ว ใส่ใบพริก ใบกะเพรา ผักชีฝรั่ง ชะอม คนให้เข้ากัน พอผักสุกยกลง รับประทานได้
 สรรพคุณทางยา
     1. ชะอม รากชะอมทีสรรพคุณแก้ท้องเฟ้อ ขับลมในลำไส้ แก้อาการปวดเสียวในท้องได้ดี ยอดชะอมใบอ่อน มีรสจืด กลิ่นฉุน(กลิ่นหอม สุขุม) ช่วยลดความร้อนของร่างกาย
     2. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
     3. ผักขี้หูด รสเผ็ดเล็กน้อย แต่ถ้าทำให้สุกจะมีรสหวาน มัน
     4. ตำลึง รสเย็น ใบสดตำคั้นน้ำแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดแสบปวดร้อน และคั้นรับประทาน เป็นยาดับพิษร้อน แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ
     5. บวบ รสเย็นจืดออกหวาน มีแคลเซียม เหล็กและฟอสฟอรัสมาก
     6. มะเขือพวง รสขมเฝื่อนเปรี้ยวเล็กน้อย แก้ไอ ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ
     7. มะเขือเปราะ รสขมเล็กน้อย กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ ช่วยบำรุงธาตุ
     8. หน่อไม้ มีรสขมหวานร้อน
          – ราก มีรสอร่อยเอียนเล็กน้อย ใช้ขับปัสสาวะแก้ไตพิการ
          – ใบไผ่ เป็นยาขับฟอกล้างโลหิตระดูที่เสีย
 ประโยชน์ทางอาหาร
     การรับประทานแกงแค จะได้ประโยชน์จาผักพื้นบ้านหลายๆ ชนิดซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางยาสมุนไพรแตกต่างกัน ผักที่นำมาปรุงแกงแคมีทังผักรสเย็น รสเผ็ด รสร้อน รสมัน คนโบราณมักรับประทานแกงแคในช่วงเปลี่ยนฤดูเพราะเป็นช่วงที่อากาศเปลี่ยน ร่างกายต้องปรับตัว บางคนมักเป็นหวัดเจ็บไข้ไม่สบายได้ง่าย แกงแคจะเป็นอาหารปรับธาตุในร่างกายให้สามารถปรับตัวเข้ากรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้
 คุณค่าทางโภชนา
     แกงแคไก่ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 1447 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
          – น้ำ 1376.1 กรัม 
          – โปรตีน 159.9 กรัม 
          – ไขมัน 53.9 กรัม 
          – คาร์โบไฮเดรต 76.4 กรัม 
          – กาก 18.5 กรัม 
          – ใยอาหาร 4.5 กรัม 
          – แคลเซียม 2477.4 มิลลิกรัม 
          – เหล็ก 95.2 มิลลิกรัม 
          – วิตามินเอ 52697 IU 
          – วิตามินบีหนึ่ง 84.43 มิลลิกรัม 
          – วิตามินบีสอง 3.11 มิลลิกรัม 
          – ไนอาซิน 53.99 มิลลิกรัม 
          – วิตามินซี 199.30 มิลลิกรัม
 

ต้มโคล้งปลาช่อน

 
     ต้มโคล้งปลาเป็นอาหารรสเด็ดที่ภาคกลางนิยมรับประทาน เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มัน ต้มโคล้งปลาอาจจะมีการนำปลาหลายชนิดมาปรุง เช่น ปลาดุก ปลาหมอ ปลาช่อน แต่ต้มโคล้งปลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ปลาช่อน (นา) ซึ่งจะเป็นปลาที่มีเนื้อแน่น นุ่ม รสหวาน เมื่อต้มจะไม่เละ และเมื่อปรุงรสแล้วจะกลมกล่อมไม่เหม็นคาว
เครื่องปรุง
ปลาช่อนหั่นแฉลบเป็นชิ้น 1 ตัว (500 กรัม)
หัวหอมแดงทุบพอแตก 3 หัว (30 กรัม)
มะดันเปรี้ยวใช้ทั้งผล 2 ผล (30 กรัม)
ข่าหั่นเป็นชิ้นทุบพอแตก 5 แว่น (40 กรัม)
ตะไคร้หั่นเป็นท่อนทุบพอแตก 1 ต้น (40 กรัม)
พริกขี้หนูสดทุบพอแตก 5-8 เม็ด (10 กรัม)
ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ (5 กรัม)
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
น้ำซุป 2 ถ้วยตวง
วิธีทำ
     1. นำน้ำซุปใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือดพล่าน ใส่ปลาช่อน
     2. ใส่หัวหอม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เคี่ยวไฟจนเนื้อนุ่มดี ช้อนฟองออกทิ้ง
     3. ใส่มะดันหรือผักเปรี้ยวต่าง ๆ ใส่พริกขี้หนู ชิมรสดู ถ้ายังไม่เปรี้ยวใส่น้ำมะขามเปียก และเติมเกลือเล็กน้อย ชิมให้รสเปรี้ยว เค็มนำ     
 สรรพคุณทางยา
     1. หัวหอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     2. มะดันเปรี้ยว รสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้กษัย แก้ระดูเสีย ขับฟอกโลหิต ระบายอ่อน ๆ
     3. ข่า รสเผ็ดปร่าและร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตในมดลูก ขับลมในลำไส้
     4. ตะไคร้ ทั้งต้น แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุเจริญอาหาร และขับเหงื่อ
     5. พริกขี้หนูสด รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
     6. ใบมะกรูด รสปร่า กลิ่นหอมติดร้อน ใช้ปรุงอาหาร ใช้ดับกลิ่นคาว แก้โรคลัดปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด
     7. มะขาม รสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ท้องผูก แก้ไอ ลดความร้อนในร่างกาย
 ประโยชน์ทางอาหาร
     ต้มโคล้งปลาช่อน เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบรสมัน เป็นหวัดเรื้อรัง หายจากไข้ใหม่ ๆ รับประทานร้อน ๆ จะช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ เพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
 คุณค่าทางโภชนา
     ต้มโคล้งปลาช่อน 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 27 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย
          – น้ำ 495.4 กรัม
          – โปรตีน 105.4 กรัม
          – ไขมัน  20.7 กรัม 
          – คาร์โบไฮเดรต 30.8 กรัม 
          – กาก 3.3 กรัม 
          – ใยอาหาร0.5 กรัม 
          – เถ้า 2.1 กรัม 
          – แคลเซียม 32 มิลลิกรัม
          – ฟอสฟอรัส 1143 มิลลิกรัม
          – เหล็ก 49.1 มิลลิกรัม
          – วิตามินเอ 557.35 IU 
          – วิตามินบีหนึ่ง 83.4 มิลลิกรัม  
          – วิตามินบีสอง 0.69 มิลลิกรัม
          – ไนอาซิน 7.28 มิลลิกรัม 
          – วิตามินซี 20.60 มิลลิกรัม

แกงส้มดอกแค

     ” แกงส้มดอกแค แก้ไข้หัวลม ” มักจะเป็นคำพูดติดปากที่ได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งจริง ๆ แล้วแกงส้มนั้นสามารถใช้ผักต่าง ๆ ได้หลากหลายชนิด เช่น แกงส้มผักกระเฉด แกงส้มผักบุ้ง แกงส้มถั่วฝักยาว เป็นต้น และแกงส้มยังมีคุณค่าด้านเป็นยาปรับสมดุลของร่างกายได้ตามหลักของการแพทย์แผนไทย
เครื่องปรุง
ปลาช่อน 1 ตัว (500 กรัม)
น้ำพริกแกงส้ม 1 ถ้วย (100 กรัม)
น้ำเปล่า 1-2 ถ้วย
ดอกแค (พอประมาณ) 100 กรัม
น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
มะนาว 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ (45 กรัม)
กะปิ 1 ช้อนชา (8 กรัม)
วิธีทำ
     1. นำปลาช่อนมาทำความสะอาดขอดเกล็ดตัดหัวออก และหั่นส่วนตัวเป็นชิ้น ๆ หนาประมาณ 1-11/2 นิ้ว
     2. ใส่น้ำสะอาดในภาชนะ ปิดฝาให้สนิท ตั้งไฟจนเดือด ใส่ปลาช่อนลงต้มน้ำในหม้อ
     3. เมื่อปลาสุกแล้วให้นำส่วนหัว 3 ชิ้นไปโขลกรวมกับน้ำพริกแกงละลายน้ำใส่หม้อ ตั้งไฟให้เดือด ใส่ดอกแคที่เตรียมไว้ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำตาล ปิดฝาภาชนะให้สนิท ตั้งไฟต่ออีกประมาณ 5 นาที (ปรุงให้มีรสเปรี้ยว เค็ม หวาน) นำมารับประทานขณะร้อน ๆ
 สรรพคุณทางยา
     1. น้ำพริกแกงส้ม รสเผ็ดร้อน ช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร
     2. ดอกแค รสหวานออกขมเล็กน้อย แก้ไข้หัวลม
     3. มะขามเปียก รสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ท้องผูก แก้ไอ ลดความร้อนในร่างกาย
     4. มะนาว เปลือกผลรสขมช่วยขับลม น้ำในลูกรสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
 ประโยชน์ทางอาหาร
     แกงส้มดอกแคแก้ไข้หัวลม มีประโยชน์และคุณค่ามากมาย เช่น รสเปรี้ยวของแกงส้มบำรุงธาตุน้ำ รสเผ็ดของน้ำแกงบำรุงธาตุลม ดอกแคมีก้านเกสร รสขม แก้ไข้ ซึ่งการที่จะมุ่งประโยชน์ในการปรับธาตุใดนั้นให้ปรุงรสเน้นไปตามธาตุนั้น
 คุณค่าทางโภชนา
     แกงส้มดอกแค 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 58 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วย          
          - น้ำ 501.4 กรัม
          - โปรตีน 111.9 กรัม
          - ไขมัน  22 กรัม  
          - คาร์โบไฮเดรต 7.3 กรัม
          - กาก 7.1 กรัม 
          - ใยอาหาร1.1 กรัม
          - เถ้า 16.8 กรัม
          - แคลเซียม 435.3 มิลลิกรัม
          - ฟอสฟอรัส 1,634.7 มิลลิกรัม  
          - เหล็ก 49.2 มิลลิกรัม
          - วิตามินเอ 1207.7 IU 
          - วิตามินบีหนึ่ง 0.58 มิลลิกรัม 
          - วิตามินบีสอง 1.37 มิลลิกรัม
          - ไนอาซิน 17.16 มิลลิกรัม 
          - วิตามินซี 30.85 มิลลิกรัม

ลาบปลาดุก

 “ลาบ” เป็นอาหารประเภทหนึ่ง ที่ใช้ปลาหรือเนื้อดิบสับให้ละเอียด ผสมด้วยเครื่องปรุงมีพริก ปลาร้า เป็นต้น ถ้าใส่เลือดวัวหรือเลือดหมู เรียกว่า “ลาบเลือด” ชาวอีสานทุกครัวเรือน มักนิยมทำอาหารประเภทลาบ ในงานบุญต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานบวชพระ งานศพ งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น “ลาบปลาดุก” ก็เป็นอาหารประเภทหนึ่งในบรรดาลาบทั้งหมดที่ขึ้นชื่อของอาหารอีสาน และทุกภาครู้จักกันดี เนื่องจากปลาดุกเป็นปลาน้ำจืดที่หาได้ในท้องถิ่น มีรสมัน หวาน เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด และก้างน้อย จึงนิยมนำมาประกอบอาหารประกอบ
เครื่องปรุง
ปลาดุกอุยหนักประมาณ 300 กรัม 1 ตัว
ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ข่าโขลกละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
ใบมะกรูดหั่นฝอย 2 ช้อนชา (15 กรัม)
ต้นหอมซอย 2 ช้อนชา (15 กรัม)
หอมแดงฝอย 2 ต้น (10 กรัม)
ใบสะระแหน่ 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
น้ำมะนาว ½ ถ้วย (50 กรัม)
น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม)
ผักสด กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา  
วิธีทำ
     1. ล้างปลาดุกให้สะอาด ขูดเมือกบนผิวออก นำไปย่างไฟพอสุก แกะเอาแต่เนื้อ สับหยาบๆ
     2. เคล้าเนื้อปลาดุกกับข้าวคั่ว พริกป่น ข่าหั่นฝอย หอมแดงซอย ใบมะกรูดหั่นฝอย
     3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว คลุกเคล้ากันให้ทั่ว โรยใบสะระแหน่ ต้นหอมซอย ชิมรสตามชอบ รับประทานกับกะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา
 สรรพคุณทางยา
    1. ข้าวสาร รสมันหอมหวาน บำรุงร่างกาย แก้ตาฟาง แก้เหน็บชา แช่น้ำ ตำเป็นแป้งพอก แก้บวม แก้ปวด
     2. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
     3. ข่า รสเผ็ดปร่าร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตในมดลูก ขับลมในลำไส้
     4. ใบมะกรูด รสปร่ากลิ่นหอมติดร้อน ใช้ปรุงอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาว แก้โรคลักปิดลักเปิด ขับลมในลำไส้ ขับระดู แก้ลมจุกเสียด
     5. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     6. สะระแหน่
          – ใบ/ยอดอ่อน รสหอมร้อน ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง ขับลม แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ
     7. มะนาว เปลือกผลรสขม ช่วยขับลม น้ำในลูก รสเปรี้ยว แก้เสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
     8. กะหล่ำปลี รสจืดเย็น กระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุไฟ
     9. ถั่วฝักยาว รสมันหวาน มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของกระเพาะลำไส้ บำรุงธาตุดิน
     10. โหระพา ใบรสเผ็ดปร่าหอม แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้ ขับเสมหะ
 ประโยชน์ทางอาหาร
ลาบปลาดุก มีรสจัด เปรี้ยว เผ็ด เค็ม ช่วยให้เจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อยอาหาร เนื่องจากส่วนประกอบแต่งด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิด
 คุณค่าทางโภชนา
     ลาบปลาดุก 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 553 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย
          – น้ำ 504.16 กรัม
          – โปรตีน 74 กรัม
          – ไขมัน 9.3 กรัม 
          – คาร์โบไฮเดรต 44 กรัม
          – กาก 7.36 กรัม
          – ใยอาหาร 0.9 กรัม
          – แคลเซียม 565.3 มิลลิกรัม
          – ฟอสฟอรัส 408.05 มิลลิกรัม
          – เหล็ก 25 มิลลิกรัม
          – เบต้า-แคโรทีน 240.3 ไมโครกรัม
          – วิตามินเอ 20069.55 1 IU
          – วิตามินบีหนึ่ง 28.66 มิลลิกรัม
          – วิตามินบีสอง 0.9 มิลลิกรัม
          – ไนอาซิน 5.02 มิลลิกรัม
          – วิตามินซี 65.5 มิลลิกรัม    

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: