นโยบายที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร

 

1. นโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันหลายข้อ มีส่วนเกี่ยวกับการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ได้แก่

นโยบาย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีบทบาทในกาสนับสนุนให้ชุมชนต่างๆ ในหลายพื้นที่ ผลิตผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่มีคุณภาพสะอาดและความปลอดภัยเพื่อช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นและของประเทศ

นโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาได้ทุกโรค) แม้งบประมาณสำหรับโครงการนี้จะไม่ได้มีส่วนในการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร แต่ถ้ามีผลการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรที่สามารถนำไปสู่การผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบันได้มากขึ้นเท่าใด ก็จะช่วยรักษาโรคและทำให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่ายด้วยการใช้ทรัพยากรสมุนไพรภายในประเทศและภูมิปัญญาของคนไทยเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศด้านยา และช่วยให้โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าประสบผลสำเร็จได้ โดยรัฐเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

นโยบายส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรจัดได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความต้องการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ภายในประเทศมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การส่งออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ของไทยยังจัดว่าน้อยอยู่เมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงเช่น ประเทศจีนหรืออินเดีย แม้ว่าหลายหน่วยงานจะได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปีแล้วก็ตาม เมื่อหันมาดูสภาพตลาดผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรในประเทศจะเห็นได้ว่า ยังมียาและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่ผ่านการศึกษาวิจัยเพื่อพิสูจน์สรรพคุณและความปลอดภัยทั้งระดับพรีคลินิกและระดับคลินิกรวมทั้งผ่านการวิจัยเพื่อกำหนดมาตรฐานและพัฒนาวิธีควบคุมคุณภาพอยู่น้อยมาก ทำให้ยังเป็นปัญหาในการนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยเข้าแข่งขันในตลาดต่างประเทศ ดังนั้น จึงสมควรที่นักวิชาการในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะร่วมกันวางนโยบายและกลวิธีดำเนินงานในการเร่งรัดให้มีการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจร โดยเน้นการวิจัยเพื่อให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรที่ได้มาตรฐานสากลที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์และเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก และการวิจัยเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศประสบอันเป็นการใช้งบประมาณและทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดในปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่การวิจัยเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้แต่เพียงอย่างเดียวอย่างแต่ก่อน

2. แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ได้มีแนวคิดและกำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการความรู้และภูมิปัญญาเพื่อสุขภาพ โดยส่วนหนึ่งได้ให้ความสำคัญในการยกระดับภูมิปัญญาไทยให้มีสถานะและใช้ประโยชน์ได้ทัดเทียมกับภูมิปัญญาสากลโดยการสร้างระบบการวิจัย และพัฒนาภูมิปัญญาไทยให้เข้มแข็งและผสมผสานเข้าสู่ระบบการศึกษาและระดับการสาธารณสุขในทุกระดับ จากแผนแห่งชาติดังกล่าวได้มีการแปลงสู่แผนในระดับกระทรวงและระดับหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ เช่นในแผน 9 ของกระทรวงสาธารณสุขได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการวิจัยการแพทย์และสมุนไพร และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านสุขภาพ มีการกำหนดกิจกรรมที่สำคัญหลายด้าน เช่น การพัฒนาห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อการส่งออก การรับรองผลิตภัณฑ์สุขภาพ การขยายตลาดผลิตภัณฑ์องค์การเภสัชกรรมสู่ต่างประเทศ เป็นต้น

3. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร รัฐบาลปัจจุบันได้ตระหนักถึงความสำคัญของสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและต่อเศรษฐกิจของประเทศ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อ 10 เมษายน 2544 แต่งตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร” ขึ้น โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน เพื่อสนับสนุนและผลักดันการกำหนดและประสานแผนยุทธศาสตร์ด้านสมุนไพรของประเทศ

คณะกรรมการดังกล่าวได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อเป็นแผน แม่บทในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้เกิดสัมฤทธิผลในเชิงเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมของประเทศ คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 แผนดังกล่าวได้กำหนดยุทธศาตร์หลักออก 8 ยุทธศาสตร์ และมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและหน่วยงานประสานหลักในยุทธศาสตร์แต่ละด้าน ดังนี้
               1. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรให้ครบวงจร
               กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานประสาน
               2. ส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพ
               กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานประสาน
               3. กำหนดมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพสมุนไพร
               กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานประสาน
               4. ส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร
               กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานประสาน
               5. ส่งเสริมการตลาดสมุนไพร
               กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานประสาน
               6. ปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมสมุนไพร
               สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานประสาน
               7. พัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ด้านสมุนไพร
               คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหน่วยงานประสาน
               8. กำหนดกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
               กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานประสาน

เป้าหมายตามแผนยุทธศาสตร์ในระยะ 5 ปีซึ่งได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 มีดังนี้
        1. มูลค่าการตลาดในประเทศ เพิ่มขึ้น 20% ต่อ ปี
        2. ใช้วัตถุดิบสมุนไพรที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น 20%
        3. มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น 10% ต่อปี
        4. มีห้องLab สมุนไพรได้มาตรฐานสากล
        5. ศูนย์สัตว์ทดลอง 3 แห่งได้มาตรฐานสากล
        6. มีโรงงานระดับกึ่งอุตสาหกรรมในหน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 2 แห่ง ได้รับการรับรองมาตรฐานGMP
        7. มีกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน GMP และมีห้องปฏิบัติการมาตรฐานกลางสำหรับตรวจสอบคุณภาพสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร
        8. มีมาตรฐานสมุนไพรใน Thai Herbal Pharmacopoeia เพิ่มขึ้นจากเดิม 21 ชนิด เป็นอย่างน้อย 50 ชนิด และมีมาตรฐานยาสมุนไพรตำรับไม่น้อยกว่า 10 ตำรับ
        9. มีการเพิ่มเติมรายการยาซึ่งมีข้อกำหนดมาตรฐานแล้วในบัญชียาหลักแห่งชาติอีก ไม่น้อยกว่า 20 รายการ และตำรับสมุนไพรอีกไม่น้อยกว่า 10 ตำรับ
        10. มีเครือข่ายห้องปฏิบัติการที่ให้บริการตรวจสอบและรับรองคุณภาพวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร จำนวนไม่น้อยกว่า 15 แห่งกระจายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ
        11. มีสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงทางเศรษฐกิจที่ผ่านการวิจัยอย่างครบวงจรได้อย่างน้อย 12 ชนิด
        12. มีกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพร

 

ในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ได้มีการศึกษาศักยภาพและจัดลำดับสมุนไพรที่เหมาะสมในการพัฒนาและได้กำหนดสมุนไพรเป้าหมายไว้ 12 ชนิด คือ ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร กวาวเครือขาว กระชายดำหม่อน กระเจี๊ยบ ชุมเห็ดเทศ ไพล บัวบก พริกไทย ส้มแขก ลูกประคบ
        4. แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งเอเชีย เนื่องจากโครงการ 30 บาท ส่งผลให้บริการสาธารณสุขกระจายทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบทำให้โรงพยาบาลเอกชนที่มีขีดความสามารถเหลือ ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะพัฒนาบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก ทางด้านบริการการแพทย์และสุขภาพโดยยกระดับมาตรฐานคุณภาพสู่สากล เพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่มีประสิทธิภาพและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องให้กับประเทศ จึงได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งเอชีย (พ.ศ. 2547-2551) ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
               – ยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจบริการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของเอเชีย (Thailand: The Excellent Medical Hub of Asia)
               – ยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจบริการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของเอเชีย (Thailand: The Wellness Capital of Asia)
               – ยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย:เพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดของสมุนไพรที่ทรงคุณค่าเพื่อการมีสุขภาพที่ดี(Thailand: The Origin of Precious Herbs for Superior Health)
        ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และสมุนไพรจึงเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะมีการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวด้วย
แนวทางการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรและการดำเนินการของภาครัฐ
        การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรเป็น Multidisciplinary Research ที่เกี่ยวข้องกับหลายสาขาวิชาและเกี่ยวข้องหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหลายหน่วยงาน ดังนั้น เพื่อให้การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรสามารถดำเนินไปได้อย่างครบวงจร สอดคล้องกับการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศและความต้องการของตลาด สามารถบังเกิดผลออกมาเป็นรูปธรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์และในการส่งออก สมควรที่จะมีการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรในด้านต่างๆ ต่อไปนี้
        1. ด้านวัตถุดิบสมุนไพร ในการศึกษาและวิจัยอย่างครบวงจรควรเริ่มจากการพัฒนาวัตถุดิบเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยทางด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ของสมุนไพร ศึกษาวิจัยวิธีการขยายพันธุ์ การเพาะปลูก และการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมเพื่อให้วัตถุดิบสมุนไพรที่ได้มีคุณภาพดี มีสารสำคัญในปริมาณสูง รวมทั้งการศึกษาวิจัยการขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เพื่อให้ได้วัตถุดิบสมุนไพรที่มีคุณภาพดีและสม่ำเสมอในปริมาณมาก และศึกษาวิจัยการป้องกันและควบคุมโรคพืชโดยหลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าแมลง เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้าง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรในระดับอุตสาหกรรมในลักษณะที่เป็น Plantation และมีการใช้ระบบคุณภาพแบบ Good Agricultural Practice (GAP) และ Good Harvesting Practice (GHP) ขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบสมุนไพรนี้มีความสำคัญมากแต่มักถูกมองข้าม เพราะถ้าสมุนไพรที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่แรก การพัฒนาในขั้นต่อไปก็แทบจะไร้ความหมาย หน่วยงานที่จะมีบทบาทอย่างมากคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะเกษตรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆโดยร่วมมือกับภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้ใช้วัตถุดิบในการผลิต และหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข เช่น องค์การเภสัชกรรม และกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ในการให้คำแนะนำชนิดของสมุนไพรที่ควรส่งเสริมให้มีการปลูกเป็นวัตถุดิบเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด และชนิดใดที่ควรจะมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาคุณภาพและปริมาณของวัตถุดิบ ตัวอย่างสมุนไพรที่มีการศึกษาด้านนี้เช่น ขมิ้นชัน กระชายดำ ฟ้าทะลายโจร ไพล เป็นต้น
        2. ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับพรีคลินิก เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยด้านเภสัชวิทยาและพิษวิทยาของสมุนไพรในสัตว์ทดลองหรือใน Test System อื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อยืนยันและพิสูจน์สรรพคุณ ศึกษากลไกการออกฤทธิ์และความปลอดภัยก่อนที่จะผลิตออกจำหน่ายแก่ประชาชน งานวิจัยทางเภสัชวิทยาเป็นงานวิจัยที่ต้องลงทุนสูง และใช้นักวิจัยที่มีความชำนาญเฉพาะทางและเครื่องมือพิเศษหลายประเภท ซึ่งกระจายกันอยู่ในหน่วยงานต่างๆ หลายแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในคณะเภสัชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เป็นต้น ดังนั้น การศึกษาฤทธิ์ต่างๆ ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรจนถึงระดับกลไกการออกฤทธิ์จึงควรจะดำเนินงานในลักษณะของ Collaborative Research Project โดยร่วมมือกันทำงานวิจัยในด้านที่แต่ละสถาบันมีความชำนาญ เพื่อให้งานวิจัยเกิดผลออกมาเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
        นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานวิจัยควรจะปฏิบัติตามระบบคุณภาพ Good Laboratory Practice (GLP) เพื่อให้งานวิจัยทางพรีคลินิกในแต่ละด้านได้มาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับทั่วไป เพราะการใช้ระบบประกันคุณภาพและมาตรฐานในงานทุกประเภทเป็นกระแสโลกอย่างหนึ่งที่ประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และจะต้องพัฒนาและก้าวให้ทันเพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ในเวทีโลก ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของงานวิจัยในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ห้องปฏิบัติการส่วนมากที่วิจัยสมุนไพรในยังไม่ได้นำหลักการ Good Clinical Practice (GCP) มาใช้อย่างเต็มที่ ทำให้เอกสารผลงานการวิจัยของไทยไม่ได้การยอมรับเท่าที่ควรจากต่างประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการหลายรายจึงต้องไปจ้างห้องปฏิบัติการในต่างประเทศที่ได้มาตรฐาน GLP เพื่อทำการวิจัยทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยาซ้ำอีกเพื่อให้ผลการวิจัยเป็นที่ยอมรับ นับว่าเป็นการสูญเสียงบประมาณและเงินตราต่างประเทศในการวิจัยซ้ำซ้อน ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยได้มาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ และรัฐต้องให้การสนับสนุนเพราะต้องใช้งบประมาณสูงในการปรับปรุงตั้งแต่การสร้างห้องปฏิบัติการ อาคารสถานที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ทดลอง และพัฒนาระบบห้องปฏิบัติการ และบุคลากร ขณะนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ได้มาตรฐาน GLP เช่นกัน นอกจากนี้ ในงานวิจัยทางพิษวิทยา เภสัชวิทยา หรือทางคลินิกที่ผ่านมาในประเทศไทย ส่วนมากเป็นการศึกษาผลของสารสกัดสมุนไพร หรือของผงสมุนไพรขนาดต่างๆ กัน โดยที่ไม่ทราบว่าสารสำคัญอยู่ในสารสกัดหรือผงสมุนไพรนั้นในปริมาณเท่าไร ทำให้ไม่สามารถอ้างอิงได้ว่าประสิทธิผลหรือความเป็นพิษของสมุนไพรที่พบเกิดจากฤทธิ์ของสารสำคัญในปริมาณเท่าใด ทำให้คุณค่าทางวิชาการของงานวิจัยลดลง และไม่ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการในต่างประเทศ วารสารการวิจัยสมุนไพรของต่างประเทศจำนวนมากจะไม่ยอมรับหรือตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยทางเภสัชวิทยา พิษวิทยา หรือการวิจัยทางคลินิกที่ไม่มีการศึกษาปริมาณสารสำคัญในสารสกัดที่นำมาศึกษาก่อน ดังนั้นในอนาคต ก่อนจะนำสารสกัดหรือผงสมุนไพรไปศึกษาวิจัยด้านพิษวิทยา เภสัชวิทยา หรือทางคลินิก นักเภสัชวิทยาและพิษวิทยาทุกท่านจะต้องประสานงานกับนักพฤกษเคมีเพื่อศึกษาหาปริมาณขององค์ประกอบทางเคมีของสมุนไพรนั้นก่อนเสมอ เพื่อให้ผลงานวิจัยที่ได้มีคุณค่าทางวิชาการ นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง คุ้มค่ากับงบประมาณ กำลังสมอง และเวลาที่เสียไป งานวิจัยสมุนไพรในระดับพรีคลินิกในประเทศไทย ส่วนมากมักเป็นการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสมุนไพรในสัตว์ทดลอง หรือใน in vitro systems แต่มักขาดข้อมูลทางพิษวิทยาเพราะงานวิจัยด้านนี้ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง หน่วยงานที่จะศึกษาด้านนี้ได้ต้องมีความพร้อมทั้งด้านงบประมาณ สถานที่ อุปกรณ์ และบุคลากร ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการวิจัยเพื่อทดสอบความเป็นพิษระยะยาวของสมุนไพรหรือยาตำรับจากสมุนไพรในสัตว์ทดลองมาแล้วเกือบ 30 ชนิด ซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยในวารสารวิชาการ รวมทั้งได้จัดทำเป็นประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยาที่ตีพิมพ์แล้วจำนวน 2 เล่มเพื่อเป็นประโยชน์ในการอ้างอิงและการพัฒนสมุนไพรไทยต่อไป รวมทั้งมีบริการทดสอบพิษเฉียบพลันของสารสกัดสมุนไพรให้แก่หน่วยงานภายนอกด้วย
        3. ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับคลินิก ประเทศไทยมีสมุนไพรที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรจำนวนมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ามีสมุนไพรจำนวนไม่กี่ชนิดที่ผ่านการศึกษาวิจัยประสิทธิผลทางคลินิกในคนแล้ว ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากขาดข้อมูลด้านพิษวิทยา ทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมให้ดำเนินการศึกษาวิจัยในคน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนในการให้ทุนวิจัยจะต้องสนับสนุนให้มีการวิจัยด้านพิษวิทยาและในระดับคลินิกให้มากขึ้น รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยจนถึงระดับกลไกการออกฤทธิ์ของสารสำคัญในสมุนไพร เพื่อให้งานวิจัยครบวงจรเกิดผลเป็นรูปธรรมมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของสมุนไพร ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการใช้สมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองในประเทศ และส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรอีกด้วยสำหรับการดำเนินการศึกษาวิจัยทางคลินิกเพื่อประเมินประสิทธิผลของสมุนไพรในคนนั้น สถาบันวิจัยที่รับผิดชอบโครงการจะต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลที่จะร่วมวิจัยและ/หรือคณะกรรมการจริยธรรมของของกระทรวงสาธารณสุขก่อนที่จะดำเนินการวิจัยทุกครั้ง รวมทั้งปฏิบัติตามระบบคุณภาพ Good Clinical Practice (GCP) อย่างเคร่งครัด ซึ่งการตรวจวิเคราะห์เพื่อควบคุมคุณภาพและปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาที่ใช้วิจัยทางคลินิกก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติตามหลัก GCP เช่นกัน เพื่อให้ผลงานวิจัยที่ได้มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการขึ้นทะเบียนตำรับยาได้
     

  4. ด้านการควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดังได้กล่าวแล้วว่า การวิจัย และพัฒนาด้านการควบคุมคุณภาพของสมุนไพรเกี่ยวข้องกับงานวิจัยด้านพฤกษเคมีของสมุนไพร เพื่อ หาสารสำคัญหรือกลุ่มของสารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ของสมุนไพร การจัดทำมาตรฐานของสมุนไพร (Specification) และการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณของสารเหล่านั้น สำหรับ ใช้ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ของวัตถุดิบสมุนไพรในขั้นตอนก่อนและระหว่างกระบวนการผลิต และการพัฒนาวิธีควบคุมคุณภาพในขั้นตอนสุดท้ายเมื่อผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว รวมทั้งการศึกษา วิจัยด้านความคงตัวของสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ด้วย ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการศึกษาวิจัยทางพฤกษเคมีและเภสัชเวทของสมุนไพรไทยไปแล้ว หลายชนิด และได้จัดทำเป็น monograph ของสมุนไพรรวมทั้งสิ้น 21 ชนิด ตีพิมพ์ใน Thai Herbal Pharmacopoeia 2 volumes
        นอกเหนือจากการควบคุมปริมาณสารสำคัญแล้ว งานควบคุมคุณภาพที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง ที่ จะต้องมีการพัฒนาเป็นอย่างมากในการผลิตผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรของประเทศไทย คือ การตรวจวิ เคราะห์ปริมาณ จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ด้วยวิธี Microbial Limit Test เพื่อควบคุมไม่ให้ มีปริมาณจุลินทรีย์ที่อาจก่อโรคเกินกว่าที่อนุญาตให้มีได้ จากข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การ แพทย์พบว่าผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร โดยเฉพาะที่ผลิตจากผู้ผลิตราย ย่อยมักจะมีปริมาณจุลินทรีย์ปนเปื้อนเกินกว่ากำหนด ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนอีกประการหนึ่งที่ต้องเร่ง แก้ไข เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาขณะนี้ได้ประกาศกำหนดให้ยาแผนโบราณต้องไม่มีการปนเปื้อน เชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคตามมาตราฐาน Thai Herbal Pharmacopoeia แล้ว และยาแผนโบราณทุกตำรับที่จะขอขึ้นทะเบียนตำรับยาจะต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์จากหน่วยงานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดรับรองว่าไม่มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่อาจทำให้เกิดโรคตามมาตรฐานที่ประกาศกำหนด
        นอกจากการตรวจการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์แล้ววัตถุดิบสมุนไพรจะต้องผ่านการตรวจ สารปนเปื้อนอื่นๆ อีกด้วย เช่น ยาฆ่าแมลง โลหะหนัก หรือ aflatoxin ซึ่งสารปนเปื้อนเหล่านี้จะมี ได้ไม่เกินประมาณที่กำหนด ในประเทศไทยมีหน่วยงานหลายแห่งที่มีความสามารถในการให้บริการ ตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนเหล่านี้ ในทำนองเดียวกับงานวิจัยทางเภสัชวิทยาและพิษวิทยา งานวิจัยเพื่อควบคุมคุณภาพก็เป็นงาน ที่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษและอาศัยผู้เชี่ยวชาญหลายด้าน ทั้งนักพฤกษเคมีที่มีความชำนาญในการแยก และ identify สารสำคัญ เภสัชกรที่มีความรู้ความชำนาญในการพัฒนาวิธีวิเคราะห์และจัดทำมาตรฐาน สมุนไพรและนักจุลชีววิทยา ซึ่งภาคเอกชนยังขาดแคลนทั้งบุคลากรด้านนี้และขาดแคลนเครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้ไม่อาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีการควบคุมคุณภาพได้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีสมุนไพรหลาย ชนิดที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วในตลาดโลก โดยไม่จำเป็นต้องศึกษาวิจัยในระดับพรีคลินิกและคลินิกอีก แต่ การที่ภาคเอกชนยังขาดความรู้เรื่องเทคนิคในการตรวจวิเคราะห์คุณภาพตามความต้องการของประ เทศคู่ค้าทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก ดังนั้น จึงต้องสนับ สนุนให้นักวิชาการด้านพฤกษเคมีและนักวิเคราะห์ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนางานด้านการควบคุมคุณ ภาพสมุนไพรของประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาบุคลากรที่มีความชำนาญงานด้านนี้ให้มากขึ้นด้วย

5. ด้านการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร สิ่งที่ควรส่งเสริมให้มีขึ้น ได้แก่ การวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ในกระบวนการผลิต เช่น การวิจัยและพัฒนา เพื่อหาวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อ จุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมากับวัตถุดิบแทนการใช้วิธีอาบรังสี ซึ่ง ไม่สะดวกในทางปฏิบัติสำหรับผู้ผลิตหลายรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตในส่วนภูมิภาค รวมทั้งการวิจัย เพื่อนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางเภสัชกรรมมาใช้ในการ Formulate ยาจากสมุนไพรให้สามารถออก ฤทธิ์ได้ยาวนานขึ้น เพื่อความสะดวกในการใช้ นอกจากนี้ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรของไทยไม่ว่า จะเป็นการผลิตยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีมาตรฐานทัดเทียมกับของต่างประเทศ ผู้ผลิตจะต้องพัฒนาระบบประกันคุณภาพของตนให้ได้มาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) ในส่วนของยาจากสมุนไพร ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้จัดทำเกณฑ์ GMP สำหรับการผลิตยาจากสมุนไพรตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก และอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ผลิตยาสมุนไพรทั้งหมดให้ได้มาตรฐาน GMP รวมทั้งได้ดำเนินโครงการเพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ผลิตระดับชุมชนด้วย

6. ด้านการตลาด แม้ว่าจะกล่าวถึงการวิจัยด้านการตลาดเป็นหัวข้อสุดท้าย แต่งานวิจัยด้าน นี้ก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการวิจัยด้านอื่น งานวิจัยด้านการตลาดก็มีความสำคัญไม่น้อยกว่าการวิจัยด้านอื่น และอาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนด ทิศทาง การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรในด้านอื่นๆ ของประเทศด้วย งานวิจัยด้านการตลาดที่ควร ส่งเสริมให้มี มากขึ้น ได้แก่ การสำรวจความต้องการผลิตภัณฑ์สมุนไพรของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความคุ้มทุนในการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรแต่ละชนิด และแนวทางการ ส่งเสริมการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
        ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชน ในการนำสินค้าไปแสดงในงาน Trade show และ Expo ในต่างประเทศแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ งาน MarketPlace 2000 ที่เมืองลาสเวกัส และงาน Natural Products Expo West 2001 ซึ่งเป็นงานแสดงผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย ไปออก Booth ของประเทศที่นั่น และได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และเป็นที่น่ายินดีว่ากรมส่งเสริมการส่งออกได้บรรจุให้งาน Natural Products Expo West ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในเดือนมีนาคมที่ เมือง Anaheim สหรัฐอเมริกา เป็นโครงการประจำของกรมเพื่อเผยแพร่ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยใน ต่างประเทศแล้ว
       จากที่ได้กล่าวมาแล้วคงจะพอให้ทุกท่านได้เห็นภาพ โดยสรุปว่าขณะนี้รัฐบาลได้มีนโยบายที่เด่นชัดด้านสมุนไพรในการส่งเสริมและพัฒนาที่ครบวงจร รวมทั้งการดำเนินการที่ประสานกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เพื่อสนับสนุนและผลักดันการกำหนดและประสานแผนยุทธศาสตร์ด้านสมุนไพรของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการดำเนินการซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาตร์ฯดังกล่าว โดยให้ความสำคัญในด้านต่างๆ คือ
     

 

   ด้านวัตถุดิบ ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เริ่มจัดทำเกณฑ์การผลิตทางการเกษตรอย่างถูกต้องและเหมาะสม (GAP) สำหรับ พืช ผัก ผลไม้ทางเศรษฐกิจทั่วไป เครื่องเทศและสมุนไพร และมีหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญในการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายเพื่อตรวจสอบและพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร เช่นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
        ด้านการวิจัยและพัฒนาระดับพรีคลินิก ระดับคลินิก ในปัจจุบันมีหลายหน่วยงานของราชการ เช่นในสถาบันการศึกษา ในกระทรวงสาธารณสุข ที่มีบุคลากรและห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพในการทำวิจัย สำหรับการศึกษาความเป็นพิษเกี่ยวกับสมุนไพรไทย สถาบันวิจัยสมุนไพรได้ทำการศึกษาในสัตว์ทดลอง ประมาณ 30 ชนิด และมีการตีพิมพเผยแพร่เพื่อให้ใช้อ้างอิงได้ รวมทั้งมีบริการทดสอบพิษเฉียบพลันของสมุนไพรให้แก่หน่วยงานภายนอก
        ด้านการควบคุมคุณภาพของสมุนไพร และการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขณะนี้มี Thai Herbal Pharmacopoeia 2 volume ซึ่งมี monograph ของสมุนไพร 21 ชนิด และกำลังดำเนินการเพื่อยกระดับผู้ผลิตยาจากสมุนไพรในประเทศให้ได้มาตรฐานตามหลัก GMP ทุกแห่ง
        ด้านการตลาด ได้มีการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรโดยเริ่มบรรจุยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ แล้วบางรายการและจะมีการดำเนินการเพื่อเพิ่มเติมสำหรับยาที่มีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจนทั้งด้านความปลอดภัยและสรรพคุณ ในด้านการส่งออกได้ดำเนินการตลาดเชิงรุกโดยการส่งเสริมการส่งออก มีการนำสินค้าไปออกงานในต่างประเทศหลายแห่งแล้ว การดำเนินการของภาครัฐที่ผ่านมาในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรอาจกล่าวได้ว่าได้ดำเนินการในระดับหนึ่งอย่างไรก็ตามการดำเนินการที่ผ่านมายังค่อนข้างกระจัดกระจายไม่ครบวงจร ดังนั้นขณะนี้หน่วยงานที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัย เช่นคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)จึงเริ่มมีการให้ทุนในรูปแบบบูรณาการเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรจะช่วยให้การพัฒนาสมุนไพรมีความชัดเจนในเรื่องของทิศทางมากขึ้นและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการประสานความร่วมมือมากขึ้น รวมทั้งการพัฒนาสร้างฐานการตลาดในประเทศและการส่งเสริมการส่งออกที่บูรณาการมากกว่าเดิม โดยเห็นว่ามีสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนได้แก่
        ด้านวัตถุดิบ โดยจะต้องเร่งการพัฒนามาตรฐานของสมุนไพรและสร้างหน่วยงานที่บริการการตรวจวิเคราะห์ที่มีมาตรฐานให้เพียงพอและทั่วถึง
        ด้านของผู้ประกอบการ จะต้องเร่งยกระดับมาตรฐานของผู้ผลิตทั้งในระดับอุตสาหกรรมและระดับชุมชนให้ได้มาตรฐาน GMP
        ด้านการวิจัย หน่วยงานที่สนับสนุนทุนวิจัยจะต้องเน้นโครงการที่เป็นลักษณะบูรณาการมากขึ้นและพัฒนาบุคลากรที่มีความชำนาญเฉพาะทางมากขึ้น
        ด้านการตลาด จะต้องเร่งสร้างฐานการตลาดที่มีข้อมูลครบวงจรและมีศักยภาพโดยเฉพาะสมุนไพรเป้าหมาย ทั้งในตลาดในประเทศ และการส่งออก
        ด้านกฎหมาย จะต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายหลายส่วนที่ยังเป็นอุปสรรคให้เอื้อต่อการพัฒนา และสามารถขึ้นทะเบียนได้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: