สารเคมีในสมุนไพรยาสมุนไพร

 

 จากการเก็บตัวอย่างยาแผนโบราณเพื่อตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนยาแผนปัจุบัน หรือสเตียรอย และยาอื่นๆ ตั้งแต่ปี 2548-2550 เก็บตัวอย่าง 96 ตัวอย่าง พบการปลอมปนร้อยละ 50 โดยแนวโน้มของการปลอมปนมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2548 พบร้อยละ 40 ปี 2549 พบร้อยละ 48 ปี 2550 พบ ร้อยละ 61 การปนที่พบมากที่สุดคือ ยากลุ่มออกฤทธิ์แก้อักเสบ เช่น สารสเตียรรอย และเดกซาเมทาโซน เพรดนิโซโลน รองลองมาเป็นยากลุ่มออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น ไดอะซีแพม ที่ใช้รักษาอาการวิตกกังวล ทำให้หลับง่าย

ยาแผนโบราณเกินครึ่งปนเปื้อนสเตียรอย จับตายากลุ่มออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทมีแนวโน้มปลอมปนยาแผนโบราณเพิ่มสูงขึ้น เตือนใช้ติดต่อเป็นเวลานาน ทำให้ดื้อยา เกิดอาการข้างเคียงไม่รู้สาเหตุ อาจส่งผลรักษาไม่ทัน เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในกลุ่มชุมชน เพราะยาแผนโบราณจะมีการบอกต่อ แบบ ปากต่อปาก ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในชุมชน จึงต้องเร่งรณรงค์ในวงกว้าง ซึ่งผลกระทบที่เกิดจากการกินยาแผนโบราณ ที่มีการปลอมปนยาแผนปัจจุบัน มีหลายอย่าง เช่น หากมีการผสมยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ก็อาจทำให้เกิดอาการมึนงง หรือ ยาบางชนิดออกฤทธิ์ต่อตับ และทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

สารสเตียรอยด์กับยาสมุนไพร

สเตียรอยด์ เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นจากต่อมหมวกไตชั้นนอก ต่อมอัณฑะและรังไข่ที่สำคัญในร่างกายของเรา มีหน้าที่ช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ หมายความว่าโดยปกติร่างกายของเราก็มีการสร้างสเตียรอยด์เป็นปกติอยู่แล้ว

สเตียรอยด์สังเคราะห์เป็นสเตียรอยด์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการรักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคปวดข้อ รูมาตอยด์ แก้อักเสบ หรืออาการภูมิแพ้ เป็นต้น นอกจากมีการใช้สเตียรอยด์สังเคราะห์เพื่อการรักษาโรค ยังมีคนบางกลุ่มที่ใช้สเตียรอยด์ในการเพิ่มกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายของตนเอง มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โต และเพิ่มประสิทธิภาพของความแข็งแรงของร่างกาย เช่น นักเพาะกาย และ นักกีฬา เป็นต้น

ประโยชน์ของการใช้สเตียรอยด์

  1. เพิ่มพลังงานเมื่อต้องเจอภาวะเครียดรุนแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ เช่น ภาวะช็อก
  2. ลดการอักเสบ หยุดปวด
  3. ลดอาการอักเสบของผิวหนัง
  4. ลดอาการสมองบวม
  5. ลดอาการหอบหืด
  6. หยุดการปวดข้อ เอ็น
  7. กดภูมิคุ้มกัน ยับยั้งอาการของโรคภูมิแพ้ตัวเอง
  8. ใช้กดภูมิในกรณีเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ
  9. ลดความเครียด ช่วยการเจริญอาหาร
  10. ภูมิคุ้มกันลดลง ติดเชื้อง่าย
  11. เกิดไขมันในเลือดสูง
  12. เกิดเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลในเลือดสูง
  13. กระดูกพรุน เพราะไปลดการดูดซึมแคลเซียม และทำให้แคลเซียมออกจากกระดูก
  14. เกิดภาวะความดันเลือดสูง
  15. โอกาสเกิดโรคหัวใจวายสูง
  16. โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดในสมองแตก ตีบ
  17. บวมน้ำ
  18. เป็นสิว
  19. แผลในกระเพาะอาหาร
  20. โรคตับ มะเร็งตับ
  21. ไตฝ่อ
  22. โรคนอนไม่หลับ โรคจิตประสาท

 

โทษของการใช้สเตียรอยด์

จากคุณประโยชน์ของสเตียรอยด์ที่มากมาย ทำให้มีผู้ผลิตยาหัวใสทำการผสมสเตียรอยด์ลงในยา (ผิดกฎหมาย) เพื่อหวังผลในการรักษา อย่างเช่น การลดการอักเสบ หยุดปวด และหยุดอาการปวดข้อ เป็นต้น ทั้งๆที่รู้ว่าผลข้างเคียงของสเตียรอยด์นั้นก็มีอยู่มากมายเช่นเดียวกัน โดยยาที่มักจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ที่พบได้บ่อยมักจะเป็นสมุนไพร เช่น ยาลูกกลอน หรือยาแผนโบราณ

ยาลูกกลอน

เราไม่สามารถดูด้วยตา แล้วรู้ว่ายาตัวไหนมีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนผสม แต่เรามีวิธีสังเกตง่ายๆดังนี้

ยาที่เรารับประทานอยู่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณจากคณะกรรมการอาหารและยาหรือไม่ ถ้ายาตัวไหนมีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณจะต้องมีเลขทะเบียนตำรับยาแสดงอยู่บนฉลากยาเสมอ ถ้าเลขทะเบียนตำรับยาขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “G” จะหมายความว่ายาแผนโบราณตัวนี้ผลิตในประเทศไทย หรือ ถ้าขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “K” จะหมายความว่ายาแผนโบราณตัวนี้เป็นยาที่นำเข้ามาในประเทศ และถ้าขึ้นต้นด้วยตัวอักษร”H” จะหมายถึงยาแผนโบราณตัวนี้เป็นยาแบ่งบรรจุ จากนั้นตามด้วยตัวเลขแสดงลำดับการอนุญาต ปี พ.ศ. ที่อนุญาต เช่น เลขทะเบียน G 1068/47 หมายถึง ยาตำรับนี้เป็นยาแผนโบราณที่ ผลิตในประเทศไทยและได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนลำดับที่ 1068 ในปี พ.ศ. 2547 เป็นต้น

นอกจากนี้ ฉลากจะต้องมีรายละเอียดสำคัญอื่น ๆ อีก ได้แก่ ชื่อยา สูตรยา ชื่อและจังหวัดที่ ตั้งของผู้ผลิตยา วันเดือนปี ที่ผลิตยา เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตยา ปริมาณยาที่บรรจุ และมีคำว่า “ยาแผนโบราณ” ระบุไว้ด้วย

 

สารประกอบทางเคมีและเภสัชวิทยาของพืชสมุนไพร

สารประกอบทางเคมีในพืชสมุนไพร จำแนกได้เป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ

  • Primary metabolite  เป็นสารที่มีอยู่ในพืชชั้นสูงทั่วไป พบในพืชทุกชนิด เป็นผลิตผลที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน โปรตีน เม็ดสี (pigment)  และเกลือนินทรีย์ (inorganic salt) เป็นต้น
  • Secondary metabolite  เป็นสารประกอบที่มีลักษณะค่อนข้างพิเศษ พบต่างกันในพืชแต่ละชนิด คาดหมายว่าเกิดจากกระบวนการชีวะสังเคราะห์ (Biosynthesis) ที่มีเอนไซม์(enzyme) เข้าร่วม สารประกอบประเภทนี้มีอัลคาลอยด์ (Alkaloid) แอนทราควิโนน (Anthraquinone) น้ำมันหอมมันหอมระเหย (Essential oil) เป็นต้น
         ส่วนใหญ่สารพวก Secondary metabolite มีจะสรรพคุณทางยา แต่ก็มิได้แน่นอนตายตัวเสมอไป จากการวิจัยที่ผ่านมาพบว่าสารพวก Primary metabolite บางตัวก็ออกฤทธิ์ในการรักษาได้เช่นกัน และยังมีข้อสังเกตอีกว่าสารประกอบที่มีฤทธิ์ทางยาในพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง อาจมิใช่เพียงตัวเดียว อาจมีหลายตัวก็ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ จึงจะสามารถสกัดสารที่มีฤทธิ์ทางยามาใช้ได้

        สารประกอบในพืชสมุนไพรมีมากมายหลายชนิด ในที่นี้จะกล่าวถึง บางตัวที่สำคัญเท่านั้น

  1. อัลคาลอยด์ (Alkaloid) อัลคาลยอด์ เป็นสารอินทรีย์ที่มีลักษณะเป็นด่าง และมีไนโตรเจน (nitrogen) เป็นส่วนประกอบ มีรสขม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในตัวทำลายอินทรีย์ (organic solvent) เป็นสารที่พบมากในพืชสมุนไพร แต่ปริมาณสารจะต่างกันไปตามฤดูกาล สารประเภทนี้จะมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในหลายระบบ ตัวอย่างเช่น reserpine ในรากระย่อม สรรพคุณลดความดันเลือด สาร Quinine ในเปลือกต้นซิงโคนา (cinchona) มีสรรพคุณรักษาโรคมาเลเรีย และสาร morphine ในยางของผลฝิ่น มีสรรพคุณระงับอาการปวด เป็นต้น
  2. น้ำมันหอมระเหย (Volatile oil หรือ Essential oil) เป็นสารที่มีอยู่ในพืช มีลักษณะเป็นน้ำมันที่ได้จากการกลั่นตัวด้วยไอน้ำ (Steam distillation) มีกลิ่นรสเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิปกติ เบากว่าน้ำ น้ำมันนี้เป็นส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิด มักเป็นส่วนประกอบของพืชสมุนไพรที่เป็นเครื่องเทศ คุณสมบัติทางเภสัชวิทยา มักเป็นด้านขับลมและฆ่าเชื้อโรคและเชื้อรา (Flatulence และ antibacterial, antifungal) พบในพืชสมุนไพร เช่น กระเทียม ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด ไพร ขมิ้น เป็นต้น

ไกลโคไซด์ (Glycoside) เป็นสารประกอบที่พบมากในพืชสมุนไพร มีโครงสร้างแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำตาล กับส่วนที่ไม่ได้เป็นน้ำตาล ที่เรียกชื่อว่า aglycone (หรือ genin) การที่มีน้ำตาล ทำให้สารนี้ละลายน้ำได้ดี ส่วน aglycone เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งมีสูตรโครงสร้างและเภสัชวิทยาแตกต่างกันไป และส่วนนี้เองที่ทำให้คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ glycoside แตกต่างกันไป และทำให้แบ่ง glycoside ได้เป็นหลายประเภท เช่น

 – Cardiac glycoside  มีฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจ และระบบการไหลเวียนของโลหิต เช่น สารในใบยี่โถ

– Anthraquinone glycoside  เป็นยาระบาย (laxative) ยาฆ่าเชื้อ (antibiotic) และสีย้อม สารนี้มีในใบชุมเห็ดเทศ เมล็ดชุมเห็ดไทย ใบขี้เหล็ก ใบมะขามแขก เป็นต้น

– Saponin glycoside  เมื่อกับน้ำจะได้ฟองคล้ายสบู่ มักใช้เป็นสารตั้งต้นการผลิตยา ประเภทสเตอรอยด์ เช่น ลูกประคำดีควาย

– Flavonoid glycoside  เป็นสีที่พบในดอกและผลของพืช ทำเป็นสีย้อมหรือสีแต่งอาหาร บางชนิดใช้เป็นยา เช่น สารสีในดอกอัญชัน

 

 

แทนนิน (Tannin) เป็นสารที่พบในพืชทั่วไป มีรสฝาด มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน และสามารถตกตะกอนโปรตีนได้ มีฤทธิ์ฝาดสมานและฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย พบในใบฝรั่ง เนื้อของกล้วยน้ำว้าดิบ

          ยังมีสารที่พบในพืชทั่วไป เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน กรดอินทรีย์ สเตอรอยด์ สารเรซิน สารกัม (Gum) วิตามิน จะไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้ แต่บางอย่างก็มีฤทธิ์ทางยา เช่น น้ำมันละหุ่งใช้เป็นยาระบาย เป็นต้น

          ดังกล่าวข้างต้นแล้วนั้น พืชสมุนไพร ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นยารักษาโรคมานาน ประกอบด้วยสารประกอบทางเคมีหลายชนิด แต่ละส่วนของพืชสมุนไพรมีสารประกอบที่แตกต่างกันออกไป สารเหล่านั้นเป็นตัวกำหนดสรรพคุณของพืชสมุนไพร ชนิดและปริมาณของสารจะแปรตามชนิดของพันธุ์สมุนไพร สภาพแวดล้อมที่ปลูกและช่วงเวลาที่เก็บพืชสมุนไพร

          นักวิทยาศาสตร์ได้นำความรู้ และวิธีการทางเคมีมาค้นคว้าวิจัย สารเคมีที่มีฤทธิ์ในพืชสมุนไพร ทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้าง ลักษณะวิธี การสกัด การจำแนกและการตรวจสอบสารเหล่านั้น นอกจากนี้ยังใช้ขบวนการทางวิทยาศาสตร์มาค้นคว้าสมุนไพร ด้านเภสัชวิทยา พิษวิทยา การพัฒนารูปแบบยา การทดสอบทางเภสัชจลนศาสตร์ และการวิจัยทางคลีนิคอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ได้ยาที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการรักษาโรค

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: