แนวโน้มหรือการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดของอุตสาหกรรมยาไทย

         จากผลการวิเคราะห์โดยเทคนิควิเคราะห์ GE business Analysisด้วยการระดมความ คิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญตามลักษณะของตลาด 3 ตลาดคือ 1) ตลาดภายในประเทศ (Local market) 2) ตลาดระดับภูมิภาคเอเชีย (ASIAN market) 3) ตลาดในระดับโลก (Global market) และได้กำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์จำแนกตามกลุ่มยาซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ยาสามัญ ยาแผน โบราณ สมุนไพรและ complementary medicine สารเคมีใหม่และสารสำคัญทางยาตัวใหม่ (NCE, NAS) และยารูปแบบใหม่และชีววัตถุภาย ผลการวิเคราะห์มีดังนี้

1. ตลาดภายในประเทศ (Local market)

        พบว่ากลุ่มยาสามัญอยู่ในช่วงภาวะอิ่มตัว อย่างไรก็ตามระดับความเข้มแข็ง ของธุรกิจถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อีกทั้งความน่าสนใจในระยะยาวยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี จึงน่าควร ได้รับการพัฒนาโดยเฉพาะยาสามัญใหม่ที่มีอัตราการใช้สูง และการนำเข้ายังคงมีมูลค่าสูง การ พัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมยาสามัญใหม่นับว่าเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ควรพิจารณา ใน อนาคตต่อไป ยาแผนโบราณและยาจากสมุนไพร มีอัตราการใช้สูงมากขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 5 –10 ปีที่ผ่านมา ลักษณะการตลาดยาในประเทศยังคงอยู่ในช่วงเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และ เริ่มมีการแข่งขันกันอย่างชัดเจน เมื่อพิจารณาจุดแข็งขององค์กรผลิตพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้อง เร่งพัฒนา ให้มีคุณภาพ มาตรฐานให้มากยิ่งขึ้น ความน่าสนใจของธุรกิจทางด้านนี้ในประเทศถือ ว่ายังไม่เด่นมากนัก จุดสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้จึงควรเน้นงานวิจัยและพัฒนาที่สร้าง ความเชื่อมั่นในการใช้ รวมทั้งการระบุและกำหนดกลุ่มสมุนไพร ยาแผนโบราณที่ควรทำงานวิจัย และพัฒนา และแบ่งสรรกำหนดกลุ่มผู้วิจัย ทุนวิจัยที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นผลสำเร็จอย่างเป็น รูปธรรม

        ยารูปแบบใหม่ เป็นยากลุ่มที่มีการนำเข้ามาเพื่อบริโภคมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากส่งผลการออกฤทธิ์ของตัวยาให้เกิดประสิทธิภาพการรักษาที่ดีขึ้น และเพิ่มความ ร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วย นับว่าเป็นยาที่มีความน่าสนใจอย่างมาก จึงควรเร่งพิจารณากลุ่ม ยานี้ โดยเฉพาะในการขยายงานวิจัยและพัฒนาจาก Lab scale ไปสู่ production scale ให้ได้ เพื่อลดการนำเข้า

        สารเคมีใหม่ สารสำคัญทางยาตัวใหม่ และชีววัตถุเป็นสารเคมีเป็นต้นน้ำสำคัญ ของกระบวนการผลิตยา ศักยภาพยังมีน้อย ในระยะยาวเป็นกลุ่มที่น่าสนใจอย่างมากในการผลิต เนื่องจากส่งผลต่อเรื่องของสิทธิบัตร และโอกาสในการจำหน่ายในอนาคตที่ชัดเจน

2. ตลาดยาในภูมิภาคเอเชีย

        ยาสามัญอยู่ในช่วงที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มยาสามัญใหม่ที่ ยาต้นแบบได้หมดอายุของสิทธิบัตรแล้ว จะมีการผลิตเพื่อจำหน่ายแข่งขันกันอย่างสูง และเมื่อยาแผนโบราณและยาสมุนไพร เนื่องด้วยศักยภาพหน่วยผลิตที่ยังไม่ดีนัก อีก ทั้งความสามารถเชิงการตลาดที่ยังไม่เชี่ยวชาญ พร้อมกับการขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ผลการใช้ จึงต้องรีบพิจารณาพัฒนาทั้ง 3 ด้านดังกล่าวในกลุ่มยานี้ให้ชัดเจน เนื่องจากยังมีตลาด ส่งออกอยู่

        ยารูปแบบใหม่ ยากลุ่มนี้เป็นยาที่มีความน่าสนใจและจะเป็นธุรกิจหนึ่งที่ดี แต่ ยังขาดศักยภาพในการผลิตอีกมาก รวมทั้งความสามารถในการตลาดในอนาคตร่วมด้วย

        สารเคมีใหม่และสารสำคัญทางยาตัวใหม่ ชีววัตถุ เนื่องด้วยศักยภาพที่ไม่ เพียงพอของทั้งบุคลากร เทคโนโลยี การส่งเสริมทุนวิจัย และความร่วมมือกันขององค์กรต่างๆ สร้างเครือข่ายให้เกิดความต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน จึงยังคงต้องเร่งดำเนินการพัฒนาต่อไป

3. ตลาดโลก

        ยาสามัญของประเทศไทยแม้ว่าในระดับตลาดโลกจะไม่สามารถเข้าแข่งขันกับ กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในตลาดยาโลก แต่เมื่อพิจารณาตลาดเป้าหมายเชิงลึก พบว่ากลุ่ม ประเทศอเมริกาใต้ แอฟริกา ยังคงต้องการยาสามัญที่มีคุณภาพที่ดี ราคาต่ำ จึงนับได้ว่าถ้า ตลาดเป้าหมายของยาสามัญคือตลาดโลก

        ยาแผนโบราณและสมุนไพร แม้ในระดับตลาดโลกจะมีมูลค่าการบริโภคยา สมุนไพรมากขึ้นอย่างมาก ยากลุ่มนี้ต้องเร่งมือพัฒนาศักยภาพอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างโอกาส การแข่งได้ และที่สำคัญคือการศึกษาการตลาดอย่างเจาะลึก กฎระเบียบต่างๆ ที่จะช่วยส่งเสริม การส่งออก และการเข้าสู่ตลาดประเทศคู่ค้าให้ได้

        ยารูปแบบใหม่ ในระดับตลาดโลกโอกาสการแข่งขันแม้จะลดลงเนื่องจาก ประเทศทางตะวันตกจะมีศักยภาพที่สูงในการผลิตยากลุ่มนี้ แต่เมื่อพิจารณาตลาดเป้าหมายที่ แตกต่างจากกลุ่มประเทศดังกล่าวอาจเป็นการเปิดช่องทางการตลาดที่น่าสนใจได้ ยารูปแบบ ใหม่ของประเทศยังคงต้องการพิจารณาพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถอีกมาก สารเคมีใหม่ และสารสำคัญทางยาตัวใหม่ แม้ในระยะยาวจะมีความน่าสนใจสูง มาก แต่ยากลุ่มนี้เมื่อพิจารณาศักยภาพองค์ประกอบต่างๆ ยังคงต้องการสนับสนุนอย่างชัดเจน ต่อไป

ข้อเสนอในการพัฒนาอุตสาหกรรมยา

        เป้าหมายของยาแต่ละประเภท

           ยาสามัญ

                ตลาดเป้าหมายที่ควรส่งเสริมคือ ตลาดโลกในกลุ่มประเทศยังไม่พัฒนา เช่น แอฟริกาใต้ อเมริกาใต้ เอเชียใต้ ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง เช่น เวียดนาม ลาว พม่า และ ตลาดที่ควรเร่งพัฒนาเพื่อให้ผลิตเพียงพอใช้ ทดแทนการนำเข้า และพึ่งพาตนเอง คือตลาด ภายในประเทศให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี

          ยาแผนโบราณและสมุนไพร

                ตลาดเป้าหมายที่ควรส่งเสริมคือ ตลาดเอเชีย ได้แก่ประเทศที่นิยมใช้ ยาแผนโบราณและสมุนไพร เช่น ฮ่องกง ศรีลังกา จีน และประเทศตะวันออกกลาง สำหรับการ เข้าสู่ตลาดโลกควรใช้วิธีการผ่านประเทศที่มีศักยภาพทางการตลาดเข้าช่วย เช่น ฮ่องกง หรือ สิงคโปร์

        ยารูปแบบใหม่

                ตลาดที่ควรส่งเสริมอันดับแรกคือ ตลาดภายในประเทศเนื่องด้วยยา ดังกล่าวเป็นยาที่ต้องผ่านการวิจัยและพัฒนาในระดับ Lab scale และพัฒนาไปสู่ระดับการผลิต Production scale และประเทศยังคงต้องการพัฒนาและดำเนินการอย่างเร่งด่วน เมื่อมี หน่วยงานการผลิตเพื่อจำหน่ายตลาดยาในระดับอื่นๆ จึงจะสามารถเข้าถึงได้

        สารเคมีและสารสำคัญทางยาตัวใหม่

                สารกลุ่มนี้ในประเทศยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่นเดียวกับในตลาดเอเชีย ในขณะที่ตลาดโลก ประเทศผู้นำที่มีการจดสิทธิบัตรสารเคมีใหม่ๆ จะสร้างโอกาสทางการตลาด มากกว่า ดังนั้นการพัฒนาและเร่งส่งเสริมยังยังอยู่ภายในประเทศเป็นหลัก โดยการร่วมมือกันใน การพัฒนา งานวิจัยต่างๆ

 

แนวทางการพัฒนา

        อุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบัน

                (1) โรงงานอุตสาหกรรมผลิตยาสำเร็จรูปของประเทศไทย มี ความสามารถในการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากรแตกต่างกันมาก รัฐจึงควรช่วยเหลือ ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งด้านเทคนิคการเพิ่ม ประสิทธิผลของกระบวนการผลิต เทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน รวมถึงสนับสนุน การวิจัยและพัฒนารวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนช่วยสนับสนุนด้าน ข้อมูลเรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่ตลาดต้องการ

                (2) รัฐควรจัดให้มีทำเนียบแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาถูก เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้จัดซื้อได้ง่าย หรือทำการจัดซื้อร่วมเพื่อให้เกิด economy of scale ลด ต้นทุนวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมีสัดส่วนลดลง ระดับของเทคโนโลยีที่ใช้ ในการผลิตยังไม่สูง จึงทำให้ไม่สามารถผลิตยารูปแบบ ใหม่ๆ หรือยาที่มีต้นกำเนิดจาก สารชีวภาพได้ ซึ่งถ้าหากรัฐ ต้องการช่วยพัฒนาให้ประเทศไทยมาถึงจุดนี้จะต้องเข้ามาช่วยเรื่อง การลงทุนและการวิเคราะห์ตลาด

               (3) รัฐควรมีนโยบายให้องค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานของ รัฐที่กำลังจะได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก เป็นผู้นำในการช่วยยกระดับ โรงงานในประเทศแทนที่จะเป็นคู่แข่ง รวมไปถึงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทางเคมี และชีวสมมูลย์

               (4) ใช้ผลกระทบจากกฎหมายใหม่ คือ ข้อตกลงเขตการค้าเสรี อาเซียน (ASEAN Free Trade Area, AFTA) ให้เป็นประโยชน์ โดยตั้งเป้าหมายทำให้ประเทศ ไทยเป็นประตูที่น่าสนใจที่ต่างประเทศนอก AFTA สนใจมาทำการตลาดเร่งสนับสนุนให้ ภาคเอกชนมุ่งเป้าไปยังการผลิตยาชื่อสามัญชนิดใหม่ๆที่หมดสิทธิบัตรแล้ว วางกลยุทธ์ให้ไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตยาชื่อสามัญใน ASEAN

              (5) การตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อส่งเสริมการส่งออกเช่นเดียวกับ CHEMIXIL ของประเทศ อินเดีย โดยการประสานกับกรมส่งเสริมการส่งออก

              (6) การลดต้นทุนการผลิตยา โดยการร่วมมือระหว่างบริษัทที่มี ความชำนาญเหมือนกันให้การสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนใหม่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ยาโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่

              (7) เพื่อสร้างจุดแข็งและสนับสนุนในการวิจัยและพัฒนา อุตสาหกรรมยา ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการวิจัยและพัฒนางานด้านเภสัชกรรมขึ้น (Pharmaceutical Research and Development Committee) มีบทบาทคือ 1) ลงทุน R & D อย่างน้อยร้อยละ 5 ของเงินหมุนเวียนประจำปี 2) ลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านบาทต่อปี เพื่อการ วิจัยพัฒนานวัตกรรม ยาและรูปแบบการนำส่งยาแบบใหม่ 3) จ้างนักวิทยาศาสตร์ด้านวิจัยและ พัฒนาอย่างน้อย 100 คน สำหรับงาน R&D ในประเทศ 4) ควรมีงานวิจัยอย่างน้อย 10 ชิ้น ที่ ได้รับสิทธิบัตร 5) จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่อุตสาหกรรมยา

              (8) ศึกษาเรื่องการผลิตยาโดยใช้ compulsory licensing ให้เป็น ประโยชน์กับประเทศ

              (9) กำหนดเป้าหมายของอุตสาหกรรมยาโดยรวมว่าจะเป็นผู้นำ ด้านการผลิตยาชื่อสามัญ (generic drug) สร้าง generic brand name ที่ผู้ใช้คุ้นเคยให้ได้ อีกทั้ง กำหนดเป้าหมายแต่ละระดับของอุตสาหกรรมยาและเร่งปรับโครงสร้างให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ รัฐต้องเข้ามาช่วยลงทุนสนับสนุน หรือให้การสนับสนุนด้านภาษี

        สมุนไพร

             (1) สนับสนุนให้โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรได้มีมาตรฐาน การผลิต GMP เพื่อสร้างความเชื่อถือในคุณภาพ

             (2) รัฐควรสนับสนุนบ่มเพาะเทคนิคการบริหารจัดการภายใน เทคนิคการเพิ่มประสิทธิผลของกระบวนการผลิต และเทคนิคการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน ส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ จัดหาข้อมูลเรื่อง คุณภาพและมาตรฐานสินค้าที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้ภาครัฐควรส่งเสริมการสร้าง brand ของสมุนไพรไทยให้เกิดการยอมรับในตลาดโลก

             (3) ตลาดต่างประเทศที่สำคัญของสมุนไพรไทย ได้แก่ ออสเตรีย เยอรมนีสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น มาเลเซีย และจีน ซึ่งมีการนำเข้าทั้งในรูปแบบสมุนไพรแห้ง สมุนไพรสกัด และผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูป ดังนั้นจึงควรมีการอบรมเพื่อพัฒนากระบวนการ เตรียมวัตถุดิบและกระบวนการสกัดที่ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ควรมีการตรวจสอบคุณภาพและ รับรองมาตรฐานของผลิตภัณฑ์สมุนไพร สารสกัด และสมุนไพรแห้ง ตลอดจนเพิ่มการ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ในการรับรองมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ด้าน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยด้วย

              (4) ควรพิจารณาชักชวนให้ประเทศประเทศญี่ปุ่นมาดำเนินการ ร่วมลงทุน (joint-venture) กับประเทศไทยเพื่อเสริมความเข้มแข็ง ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นขาดแคลน วัตถุดิบและไม่สามารถปลูกสมุนไพรได้เอง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: