สมุนไพรแห้ง

กระชาย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่ออื่น : กะแอน จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน ว่านพระอาทิตย์

ลักษณะ :
เป็นไม้ล้มลุกไม่มีลำต้นบนดิน มีเหง้าใต้ดินซึ่งแตกรากออกไปเป็นกระจุกจำนวนมาก อวบน้ำ ตรงกลาลพองกว้างกว่าส่วนหัวและท้าย ใบ เดี่ยว เรียงสลับเป็นระนาบเดียวกัน รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 4.5-10 เซนติเมตร ยาว 13-15 เซนติเมตร ตรงกลางด้านในของก้านใบมีร่องลึก ดอก ช่อ ออกแทรกอยู่ระหว่างกาบใบที่โคนต้น กลีบดอกสีขาวหรือชมพูอ่อน ใบประดับรูปใบหอกสีม่วงแดง ดอกย่อยบานครั้งละ 1 ดอก

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทยใช้เหง้าแก้โรคในปากเช่นปากเปื่อย ปากเป็นแผล ปากแห้ง ขับระดูขาว ขับปัสสาวะ รักษาโรคบิด แก้ปวดมวนท้อง จากการทดลองในสารสกัดแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์ม พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังและในปากได้ดีพอควร

กระชายดำ

ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker
ชื่อวงศ์ ZINGIBERACEAE

ลักษณะ :
ไม้ล้มลุกสกุลเปราะ ลำต้นใต้ดินมีลักษณะเป็นปุ่ม เมื่อผ่าออกมีสีม่วงดำ มีกลิ่นหอม ใบเดี่ยว ก้านใบ ขอบใบ และท้องใบมีสีม่วงแดง ดอกสีขาว กลีบปากสีม่วง

สรรพคุณ :
เหง้า โขลกให้ละเอียดคลุกน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำหนัด ผสมหัวที่โขลกละเอียดกับน้ำหรือสุรา แก้ตานซาง รักษาโรคเด็ก แก้บิด และป่วงทุกชนิด

กระดอม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gymnopetalum cochinchinense Kurz
ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae
ชื่ออื่นๆ : ผักแคบป่า(น่าน) มะนอยจา มะนอยหกฟ้า (แม่ฮ่องสอน)ขี้กาเหลี่ยม (ภาคอีสาน) ขี้กาดง(สระบุรี) ดอม(นครราชสีมา)

ลักษณะของพืช :
เป็นไม้เลื้อย มีขนและลำต้นมักเป็นห้าเหลี่ยม ใบเดี่ยวติดกับลำต้นแบบปลายแหลม สลับ ใบรูปคล้ายห้าเหลี่ยม ที่มีส่วนกว้างเกือบเท่ากับส่วนยาว
หรือมีขอบใบหยักเว้าลึก โคนใบรูปหัวใจ ขนาดใบ3-6ซม.ก้านใบยาว1-3ซม. ดแกสีขาว ขนาดใหญ่ 2-3ซม.มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้มีก้านดอกยาว3-7 ซม.ซึ่งยาวกว่าก้านดอกตัวเมีย ผลรูปรหัวีแหลมท้ายกว้าง2-3 ซม. ยาว3-5 ซม. มีสันตามยาวของผลประมาณ10สันภายในมีเมล็ดมาก

ส่วนที่ใช้เป็นยา :
ผลแห้ง – สรรพคุณและวิธีใช้ แก้ไข้ใข้ผลแห้งครั้งละ 15-16 ผล
หรือหนักประมาณ 10 กรัม ต้มกับน้ำพอประมาณเคี่ยวให้เหลือ1 ใน 3 เอาน้ำดื่ม
ก่อนอาหารเช้า และเย็นหรือเวลามีอาการ

 

กระพังโหม

วงศ์ : ASCLEPIADACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ :OxystelmaEsculentumLinn.F.Br.
ชื่อพื้นเมือง :กระพังโหม(กลาง), ตะมูกปาไหล (อุดรธานี-อีสาน), กระเียวเผือ(สกลนคร-อีสาน), ผักไหม(เชียงใหม่-เหนือ), เครือไส้ปลาไหล(มหาสารคาม -อีสาน), ตดหมูตดหมา(เหนือ,กลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ไม้เถาเลื้อยประเภทล้มลุกลำต้นมีขนาดเล็กลำต้นและใบมียางสีขาวและขยี้ดมดูมีกลิ่นเหม็นใบเป็นใบเดี่ยว รูปเรียวยาวหรือรูปหอกออกเป็นคู่ตรงข้ามใบสีเขียวเนื้อในบางก้านใบสั้นเส้นใบโค้งจรดกันที่ใกล้ๆขอบใบ ใบกว้าง3-25มม.ยาว10-15ซม.ดอกออกเป็นช่อตรงซอกใบหรือโคนก้านใบช่อละ2-3ดอกกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็กกลีบปลายแลีบแยกกันกลีบด้านนอกสีขาวกลีบด้านในสีม่วงแดงหรือสีชมพูประด้วยสีม่วงจุดสี น้ำตาลเกสรตัวผู้มี5อันเกสรตัวเมีย1อันอยู่ตรงกลางผลเป็นฝักยาวสีเขียวยาวประมาณ4-7ซม.กว้าง1.6ซม.

ประโยชน์ทางยา :
ทั้งต้นสรรพคุณรักษาอาการอักเสบบริเวณคอปากรักษาบาดแผลปรุงเป็นยาขับน้ำนมแก้บิดไข้รากสาด,
ใบและเถาสรรพคุณแก้ไข้รักษาบาดแผลระบายอ่อนๆในเด็ก,รากสรรพคุณแก้โรคดีซ่าน

 

กระเทียม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium sativum L.
วงศ์ : Alliaceae
ชื่อสามัญ : Common Garlic , Allium ,Garlic ,
ชื่ออื่น : กระเทียม (ภาคกลาง) หอมเทียม (ภาคเหนือ) หอมขาว (ภาคอีสาน) เทียม, หอมเทียม (ภาคใต้)

ลักษณะ :
ไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบ ประกอบชนิดมีใบย่อยใบเดียว เรียงสลับ รูปไข่ รูปวงรีหรือรูปไข่แกมขอบขนานกว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็ก ๆ ดอก เดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผล เป็นผลสด กลมเกลี้ยง ฉ่ำน้ำ

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทยใช้น้ำมะนาวและผลดองแห้งเป็นยาขับเสมหะแก้ไอ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน เพราะมีวิตามินซี น้ำมะนาวเป็นกระสายยาสำหรับสมุนไพรที่ใช้ขับเสมหะเช่นดีปลี

 

กระเพรา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum sanctum L.
วงศ์ : Labiatae
ชื่ออื่น : กอมก้อ กอมก้อดง กะเพราขาว กะเพราแดง

ลักษณะ :
กะเพรามี 3 พันธุ์ คือ กะเพราแดง กะเพราขาวและกะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว มีลักษณะทั่วไปคล้ายโหระพา ต่างกันที่กลิ่นและกิ่งก้านซึ่งมีขนปกคลุมมากกว่าใบกะเพราขาวสีเขียวอ่อน ส่วนใบกะเพราแดงสีเขียวแกมม่วงแดง ดอกย่อยสีชมพูแกมม่วง ดอกกะเพราแดงสีเข้มกว่ากะเพราขาว

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทยใช้ใบหรือทั้งต้นเป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคลื่นไส้อาเจียน นิยมใช้กะเพราแดงมากกว่ากะเพราขาว โดยใช้ยอดสด 1 กำมือ ต้มพอเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้ำ พบว่าฤทธิ์ขับลมเกิดจากน้ำมันหอมระเหย การทดลองในสัตว์ แสดงว่าน้ำสกัดทั้งต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดแอลกอฮอล์สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร สาร eugenol ในใบมีฤทธิ์ขับน้ำดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกเสียด

กรุงเขมา

ชื่อวงศ์ : MENISPERMACEAE
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman
ชื่อสามัญ : –
ชื่อพื้นเมือง : กรุงเขมา (นครศรีธรรมราช), ขงเขมา พระพาย (ภาคกลาง), สีฟัน (เพชรบุรี), เครือหมาน้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน), อะกามินเยาะ (มลายู-นราธิวาส)

ลักษณะ :
ไม้เถา เถา กิ่ง ใบ และช่อดอกมีขนอ่อนนุ่มหนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปกลม รูปหัวใจ หรือรูปไต ก้นปิด ปลายแหลม หรือเป็นติ่งหนาม โคนมน ตัด หรือเว้าเล็กน้อย ดอกแยกเพศ อยู่ต่างต้น ขนาดเล็ก สีเขียวอมเหลือง หรือเหลืองอ่อน ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อกระจุกที่ง่ามใบ กลีบดอก 4 กลีบ โคนติดกันเป็นรูปถ้วย เกสรเพศผู้มัดเดี่ยว อับเรณูติดกันเป็นรูปจาน ดอกเพศเมียออกเป็นช่อกระจะที่ง่ามใบ ใบประดับรูปกลม หรือรูปไต ซ้อนเหลื่อมกันแน่น ไม่ร่วง ปลายเป็นติ่งหนาม มีขน กลีบเลี้ยง 1 กลีบ รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กลีบดอก 1 กลีบ ออกตรงข้ามกับกลีบเลี้ยง และสั้นกว่า ผลค่อนข้างกลม สีแดง มีขน มีเมล็ดเดียว เล็ก แข็ง รูปโค้ง หรือเป็นรูปเกือกม้า ผิวขรุขระ

ประโยชน์ :
ใช้รากเข้าในยาธาตุ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้ไข้ และขับเสมหะ

 

กฤษณา

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aquilaria malaccensis Lanmk.
วงค์ : Thymelaeaceae
ชื่ออื่น ๆ : กายูการู กายูกาฮู (มลายู-ปัตตานี), ไม้หอม (ตะวันออก, ใต้), พวมพร้าว (พัทลุง)

สรรพคุณ :
*เนื้อไม้ – ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ยาแก้อาเจียน แก้วิงเวียนศีรษะ ท้องร่วง ปวดตามข้อ แก้ตับปอดพิการ แก้ไข้ โดยให้นำมาผสมกับยาหอม สำหรับผู้ป่วยที่มีความกระหายน้ำให้นำมาต้มดื่ม แก้ลม แก้ลมอ่อนเพลีย
**แก่นไม้ – บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ บำรุงตับ และปอดให้ปกติ
***น้ำมันจากเมล็ด – ใช้เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โรคเรื้อน และโรคมะเร็ง

เนื้อไม้รวมกับสมุนไพรอื่น ๆ เช่น เกสรทั้ง 5 (เกสรทั้ง 5 ได้แก่ มะลิ พิกุล สารภี บุนนาค บัวหลวง) นำมาปรุงเป็นยาหอม ชงรับประทาน บำรุงหัวใจ

 

กวางตาแฉะ

สรรพคุณ ราก ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้กาฬ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดความร้อนในร่างกาย ทั้งต้น ต้มน้ำดื่มบำรุงกำลัง

 

กานพลู

กานพลู

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium aromaticum (L.) Merr.& L.M.Perry
วงศ์ : Myrtaceae
ชื่อสามัญ : Clove
ชื่ออื่น : –

ลักษณะ :
ไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปวงรีหรือรูปใบหอก กว้าง 2.5-4 ซม. ยาว 6-10 ซม. ขอบเป็นคลื่น ใบอ่อนสีแดงหรือน้ำตาลแดง เนื้อใบบางค่อนข้างเหนียว ผิวมัน ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาวและร่วงง่าย กลีบเลี้ยงและฐานดอกสีแดงหนาแข็ง ผลเป็นผลสด รูปไข่

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทย ใช้ดอกตูมแห้งแก้ปวดฟัน โดยใช้ดอกแช่เหล้าเอาสำลีชุบอุดรูฟัน และใช้ขนาด 5-8 ดอก ชงน้ำเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้ำหรือใช้เคี้ยวแก้ท้องเสีย ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ นอกจากนี้ใช้ผสมในยาอมบ้วนปากดับกลิ่นปาก พบว่าในน้ำมันหอมรเหยที่กลั่นจากดอกมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ จึงใช้แก้ปวดฟัน และมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ทำให้เกิดอาการปวดท้องลดลง ช่วยขับน้ำดี ลดอาการจุกเสียดที่เกิดจากการย่อยไม่สมบูรณ์ และสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดเช่น เชื้อโรคไทฟอยด์ บิดชนิดไม่มีตัว เชื้อหนองเป็นต้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้มีการหลั่งเมือก และลดการเป็นกรดในกระเพาะอาหารด้วย

 

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma longa L.
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่อสามัญ : Turmaric
ชื่ออื่น : ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น

ลักษณะ :
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-90 ซม. เหง้าใต้ดินรูปไข่มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ตรงกันข้ามเนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบ เดี่ยว แทงออกมาเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันรูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอก ช่อ แทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทยใช้เหง้ารักษาโรคผิวหนังผื่นคัน โดยทำเป็นผงผสมน้ำหรือเหง้าสด ฝนทาน้ำ มีรายงานว่าพบน้ำมันหอมระเหยและสาร curcumin ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อหนองได้ดี จากการทดลองทารักษาโรคผิวหนังพุพองในเด็กพบว่าให้ผลเท่ายาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ยังใช้เหง้ารักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อและแผลในกระเพาะอาหาร โดยใช้ขนาด 250 มิลลิกรัม กินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก่อนนอน ฤทธิ์แก้ท้องอืดน่าจะเกิดน้ำมันหอมระเหย ส่วนการเพิ่มน้ำย่อยและขับน้ำดีเกิดจาก ฤทธิ์ของ curcumin และ p-tolylcarbinol ทำให้การย่อยอาหารดีขึ้น อาการจุกเสียดลดลง curcumin ยังสามารถยับยั้งการเกิดก๊าซที่สร้างโดยเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย (Escherichia coli) แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งเมือกในทางเดินอาหาร จึงใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ แต่มีข้อควรระวังคือ curcumin ในขนาดที่สูงกว่าขนาดรักษา 2 เท่า ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร

 

ข่า

ข่า

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alpinia nigra (Gaertn.) Burtt
วงศ์ : Zingiberaceae
ชื่อสามัญ :
ชื่ออื่น : ข่าหยวก ข่าหลวง

ลักษณะ :
ไม้ล้มลุก สูง 1.5-2 เมตร เหง้ามีข้อและปล้องชัดเจน ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอก รูปวงรีหรือเกือบขอบขนาน กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอก ช่อ ออกที่ยอด ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดสั้นๆ ปลายแยกเป็น 3 กลีบ กลีบใหญ่ที่สุดมีริ้วสีแดง ใบประดับรูปไข่ ผล เป็นผลแห้งแตกได้ รูปกลม

ประโยชน์ทางสมุนไพร :
ตำรายาไทยใช้เหง้าอ่อนต้มเอาน้ำดื่ม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และขับลม เหง้าสดตำผสมกับเหล้าโรง ใช้ทารักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากจากเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน สารที่ออกฤทธิ์คือน้ำมันหอมระเหย และ 1’-acetoxychavicol acetate ข่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ และไม่เป็นพิษในขนาดยา 250 เท่าของขนาดที่ใช้ในตำรายาไทย จัดเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: